GAMEINDY: Asura Online
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 12
ผู้เขียน หัวข้อ: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์บทที่ 31 (23/02/53)  (อ่าน 5921 ครั้ง)
หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์
« ตอบ #90 เมื่อ: 15-10-2009, 16:28:58 »

บทที่21: อาณาจักรแห่งเอลฟ์

             ไกลออกไปจากคณะเดินทาง ในสถานที่แห่งหนึ่งที่หนาวเหน็บตลอดปี....
“ฮิฮิ... มาถึงที่ได้นะเจ้าพวกมนุษย์ ความพยายามไม่เลวเลยนิ ” เสียงหวานๆเสียงหนึ่งดังขึ้น

         ท่ามกลางสายลมอันหนาวเหน็บในถ้ำน้ำแข็ง อสูรสาวตนหนึ่งยืนประจันหน้ากับมนุษย์สองคน แสงจากผลึกน้ำแข็งส่องสว่างไปทั่วถ้ำ
ผู้ที่มาเยือนนั้นคือเบลดมาสเตอร์และวอลอค ไซเฟอร์และเรน่านั่นเอง...

    “กำจัดพวกมัน!!”
 บรรดาอสูรโดยรอบ เมื่อได้ยินคำบัญชาแห่งไอซ์ซี่ นางพญาน้ำแข็งต่างก็วิ่งเข้ามาหมายจะฆ่าผู้ที่บุกรุกถิ่นแดนของมัน
เรน่าเปิดตาขึ้น อัญมณีบนยอดไม้เท้าของเธอเรืองแสงสว่างไปทั่วถ้ำ

  “คำสาปแห่งอาทรัม!!” 
เหล่าสัตว์อสูรต่างแปลกใจเมื่อโดนเวทมนต์มารเข้าไปแต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บ
ไซเฟอร์พุ่งเข้าไปกลางวง ชายผ้าคลุมของเขาสะบัดอย่างรุนแรงด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว
    “ดาบพิโรธ!!” 
เขาเงื้อดาบเล่มใหญ่ที่มีน้ำแข็งเกาะขึ้น ก่อนจะปักลงบนศีรษะโพล่าแบร์เต็มแรง!!แรงปะทะจากดาบส่งผลให้กะโหลกของโพล่าแบร์แตกกระจาย
โลหิตสีแดงไหลลงมาเป็นสายพร้อมรัศมีเปลวเพลิงพวยพุ่งออกไปเป็นวงแหวน เผาผลาญบรรดาอสูรให้เป็นเถ้าผงธุลี

    “แฮ่... กรร...” 
โพล่าแบร์และวินโดเนียฮัสกี้ที่ยังไม่สิ้นใจบางตัวลุกขึ้นมาสู้ต่อหนึ่งในนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกับเงื้อกรงเล็บหมายจะตะปบเรน่า!!

      ฟู่ว...!!
 สายพลังสีดำพุ่งเข้าเสียบร่างอสูรที่ยังเหลือรอดจากไม้ตายมังกรพิโรธ สร้างบาดแผลเป็นทวีคูณ
เลือดสีแดงฉานไหลนองทั่วบริเวณ อสูรทั้งหมดขาดใจตาย  ผลจากคำสาปแห่งอาทรัมนั่นเอง...

    นางพญาน้ำแข็งถึงกับผงะไปชั่วครู่ ดวงตาสีฟ้าใสเบิกกว้าง
“ฝีมือไม่ธรรมดานิ...  สายลมแห่งเหมันต์!!” 
สายลมเยือกแข็งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เรน่าวาดไม้เท้าเป็นวงกลม ม่านพลังถูกเสกขึ้นมาป้องกันทั้งสอง!!

         ฟิ้ว~!!
 ทันทีที่สายลมแช่แข็งปะทะกับม่านพลัง มันก็กระจายเป็นริ้วๆก่อนจะสลายไปอย่างง่ายดาย
“ไม่... ไม่จริง... ข้าไม่เชื่อ!!เหล่าอัศวินน้ำแข็ง วิญญาณทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์!! ฆ่ามันให้หมด ”
อัศวินน้ำแข็งนับสิบตนพุ่งเข้าหาไซเฟอร์  มันมีร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า หากแต่ไร้จิตใจ

        ฉัวะ!!
 ไซเฟอร์ถูกฟันเข้าที่ลำตัว เขากระเด็นออกไปก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นมาตั้งหลัก
เหล่าอัศวินน้ำแข็งยกดาบขึ้นเตรียมพิฆาตเป้าหมาย นัยน์ตาของพวกมันเรืองแสงขึ้นพร้อมกัน
 อัศวินตนหนึ่งพุ่งเข้ามาก่อนจะฟาดดาบลงที่คอของไซเฟอร์!!!

      กึก...
การเคลื่อนไหวของมันหยุดลง ไซเฟอร์เงยหน้าขึ้น ปลายดาบอยู่ห่างจากคอของเขาเพียงลมหายใจเดียว
     เพล้ง!!
อัศวินน้ำแข็งทั้งหมดแตกสลายเป็นเศษซาก พร้อมกับไอซ์ซี่ที่คุกเข่ากุมขมับอย่างทุรนทุราย

        “สาปให้คลั่งยังไงล่ะ.... เมื่อขาดจิตที่ควบคุม อัศวินพวกนั่นก็จะสลายไป… แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เป้าหมายมีพละกำลังเพิ่มขึ้นด้วย...”
 เรน่าเอ่ยขึ้นเพื่อไขข้องใจของไซเฟอร์ พร้อมกับก้าวเข้าไปใกล้ไอซ์ซี่เรื่อยๆ
ผัวะ!!
       “เจ้า... บังอาจนัก!!” ไอซ์ซี่หวดฝ่ามือเข้าที่ท้องของเรน่าอย่างแรง สีหน้าของวอลอคหญิงซีดลงทันที
ส่งร่างบอบบางกระเด็นไปกระแทกกับเสาน้ำแข็ง ก่อนจะไถลลงไปนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น
“เรน่า!!” ไซเฟอร์ตะโกนขึ้นอย่างตกใจ ก่อนจะพุ่งเข้าหาไอซ์ซี่ด้วยแววตาเคียดแค้นเป็นอย่างยิ่ง

         “ตวัดดาบทำลาย!!”ไซเฟอร์ใช้ดาบของตนตวัดใส่จนไอซ์ซี่ล้มลงคุกเข่า เขาเงื้อดาบขึ้นสุดแขนก่อนจะพลิกตัวฟาดดาบซ้ำที่แผ่นหลัง
“อึก....” โลหิตของนางพญาน้ำแข็งไหลนองเต็มพื้น ย้อมพื้นน้ำแข็งจากสีฟ้าใสให้กลายเป็นสีแดงฉาน
       พลั่ก!!!
ไซเฟอร์หมุนดาบเสยไอซ์ซี่ขึ้นมาอย่างไม่ปรานี ไอซ์ซี่หงายหลังล้มลงอย่างหมดเรี่ยวแรง

     “เจ้า... พวกเจ้ามาที่นี่... เพื่ออะไรกันแน่... รึว่า...” ไอซ์ซี่ถามขึ้น พร้อมกับลิ่มเลือดที่ไหลนองจากปากเพราะการโจมตีเมื่อครู่
“ข้ามาเพื่อค้นหาสิ่งๆหนึ่ง ที่เจ้าปกป้องมันมากว่าหกร้อยปี... ส่งมันมาซะ!!!”
“ข้ายอมตายดีกว่าจะยกมันให้เจ้า” ไอซ์ซี่พูดด้วยแววตากร้าวแกร่งพร้อมสบตากับไซเฟอร์ สายตาของเขาดูชั่วร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด

       ฉึก!!
      ไซเฟอร์ปักดาบลงบนอกของไอซ์ซี่ เสียงร้องเฮือกสุดท้ายถูกปลดปล่อยพร้อมเลือดสีแดงที่สาดกระเซ็น
ไอซ์ซี่แอ่นตัวอย่างเจ็บปวด แววตาสุดท้ายของนางพญาน้ำแข็งมองชายหนุ่มอย่างอาฆาตแค้นก่อนจะล้มตัวลงไปกับพื้นน้ำแข็ง
ไซเฟอร์ก้มลงก่อนจะกระชากสร้อยของไอซ์ซี่ออกมา สายพลังสีฟ้าหมุนเป็นเกลียวเข้าไปในอัญมณีบนสร้อยเส้นนั้น…

       “ใกล้เข้าไปอีกก้าวแล้วสินะ... วันที่ท่านจะได้คืนชีพ... องค์อาทรัม...”

         เสียงแผ่วเบาของเรน่าดังขึ้น พร้อมกับเรน่าที่ใช้ไม้เท้าพยุงตนเองเดินเข้ามา เธอเสกลูกแก้วขึ้นมา
 ในนั้นเผยให้เห็นภาพคณะเดินทางของบาสที่กำลังยืนอยู่ ณ ทางเข้าป่าแกรนด์ ฟอร์เรสต์
“เราคงจะต้องรีบหน่อยซะแล้ว... เพื่อการคืนชีพที่สมบูรณ์แบบของเทพผู้ที่จะลิขิตชะตาของมวลมนุษย์ อาทรัม...”
ไซเฟอร์เอ่ย แววตาของเขาสีแดงฉายแววอำมหิตเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป...


 
            แกร๊ป... ซวบ... เสียงฝีเท้าของบุคคลทั้งหกย่ำลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยพรรณไม้ แสงอาทิตย์ส่องทะลุยอดไม้ลงมาเพียงน้อยนิด
“จะถึงรึยังฟะ หมู่บ้านของพวกเอลฟ์เนี่ย เดินมาหลายชั่วโมงแล้วนะ หนาวก็หนาว” เสียงของพี่แมวบ่นขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นบนผืนป่า
“ข้าว่า... อีกไม่นานหรอก.. โอ๊ะ!!” เพน วิซาร์ดหนุ่มผู้ชำนาญทางพูดขึ้น ก่อนจะชะงักที่หน้าต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

         “อะไร??” ไฮค์เอ่ยปากถามพร้อมเดินเข้ามาสมทบ เบื้องหน้าของเพนคือต้นไม้ต้นหนึ่ง ที่เปลือกไม้มีรอยบากที่เกิดจากกริชของเพน
“พวกเราเดินผ่านที่นี่มาแล้ว.... เป็นไปได้ยังไง” เพนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงความกังวล
“บาส... พิ้งว่าที่นี่มันแปลกๆนะ...” พิ้งเริ่มหวาดกลัวบรรยากาศโดยรอบที่กำลังมืดลงเรื่อยๆ เธอขยับเข้ามาชิดกับบาสและแนน

        “ว้าว... สวยจัง.. ดูนั่นสิ” แนนชี้มือไปที่สิ่งๆหนึ่ง พร้อมกับทุกสายตาที่หันไปมอง หิ่งห้อยนั่นเอง
พวกมันเกาะกลุ่มกระพริบแสงแวววาวอยู่ตามยอดไม้แทบทุกต้น ที่น่าประหลาดคือต้นไม้บางต้นกลับไม่มีหิ่งห้อยเลย
หนึ่งในนั้นคือต้นที่เพนทำสัญลักษณ์ไว้...... เพนพิจารณาต้นไม้ต้นนั้นอยู่นาน ก่อนจะเอากริชปักลงไปเต็มแรง!!!!

ฟุ่บ!! พลั่ก!!!
 กิ่งไม้แขนงใหญ่ฟาดลงมาอย่างแรง ส่งร่างชายหนุ่มกระเด็นไปกระแทกกับโขดหิน

“อะไรกัน!!” บาสตะโกนขึ้นอย่างแปลกใจ พร้อมกับไฮค์ที่ยกดาบขึ้นมาเตรียมพร้อม
“แม่ว่ามันเริ่มจะไม่ดีแล้วนะ...” แนนพูดขึ้นพร้อมลากทุกคนออกมาอย่างช้าๆ สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นต้นไม้ในขณะนี้กลับลุกขึ้นมายืนด้วยสองขา

         มันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่มีร่างกายคล้ายกับต้นไม้ มอสและเฟิร์นปกคลุมทั่วตัวของมันจนดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไรกันแน่
“เฮ้ย!! ในป่ามันมีของอย่างงี้ด้วยเรอะ?!” แอสแซสซินหนุ่มพูดขึ้น แสงยามโพล้เพล้กระทบกับมีดที่เขาถืออยู่
“แรงเยอะเป็นบ้า เล่นซะมึนหัวแทบตาย ไอสัตว์อสูรชั้นต่ำเอ้ย!!” เพนพูดอย่างมึนๆ พร้อมเดินเข้ามาหาทุกคนก่อนจะพิงลงที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง

        ฟุ่บ!! ฉึก!!
 ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งออกมาจากความมืด ปักเข้าที่ต้นไม้ที่เพนพิงอยู่ ห่างจากศีรษะของเขาเพียงนิดเดียว!!

“กริ๊ด~!!” พิ้งกรีดร้องอย่างตกใจ เพราะมีบางสิ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้มาอยู่ข้างๆเธอ

“พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ทำไมกัน รู้หรือไม่ว่าการบุกรุกเขตของพวกเรามีโทษถึงตาย!!” เจ้าของเสียงคือเอลฟ์หนุ่มที่แผลงศรใส่เพนเมื่อครู่
“พวกข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน โปรดพาพวกเราไปหาประมุขของท่านด้วยเถิด”

         “ความช่วยเหลือ?!” เอลฟ์หนุ่มทวนคำอย่างแปลกใจ
“คำทำนายเมื่อหกร้อยปีก่อนกำลังจะเกิดขึ้น ก่อนถึงเวลานั้น พวกข้า...” แนนเริ่มเล่าเหตุการณ์ ก่อนจะโดนเอลฟ์แปลกหน้ายกมือขึ้นห้ามปราม
“เอาล่ะๆ พวกเจ้าคงเป็นคนที่ท่านราชินีได้มองเห็นผ่านบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามข้ามาละกัน...” เขาพูดขึ้นก่อนจะเดินนำทางไป

“นี่.. ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบเดินมาสิ ก่อนที่จะมืดค่ำ” เอลฟ์หันมาหาคณะเดินทาง ก่อนจะเดินนำไปต่อพร้อมกับทุกคนที่เดินตามมา

         “นี่ๆๆ คุณเอลฟ์ ไอตัวบ้ามะกี้มันคือตัวอะไรหรอ?” แมวเป็นคนแรกที่เริ่มชวนเอลฟ์หนุ่มสนทนา หลังจากที่เริ่มเดินมาได้สักพัก
“มันคือผู้พิทักษ์แห่งอีเดน เจ้านั่นทำหน้าที่เฝ้าป่านี้มานานแล้ว  แล้วก็ข้าชื่อว่าอิลราเรียส อย่ามาเรียกว่าเอลฟ์”
“แล้วทำไม... พวกเราถึงหลงทางในป่านี้ล่ะ ทั้งๆที่มันเคยถูกสำรวจจนระบุเส้นทางได้หมดแล้วนิ อีกนานมั้ยกว่าจะถึง”
“ป่านี้ถูกร่ายเวทย์ให้เผ่าพันธุ์อื่นเดินเข้ามาได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น หากไม่มีเอลฟ์นำทาง จะล่วงล้ำเข้ามาไม่ได้
มหาสงครามเมื่อหกร้อยปีก่อนทำให้พวกเราต้องมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่....  อีกไม่นานก็จะถึงแล้ว”  อิลราเรียสเอ่ยขึ้น

        แสงสว่างสีเขียวฉายทั่วป่าในบริเวณนี้ ขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่นไป เบื้องหน้าของคณะเดินทางคือเมืองของเผ่าเอลฟ์
        บ้านทุกหลังล้วนแต่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ เมืองทั้งเมืองล้วนเป็นต้นไม้ขนาดยักษ์ โคมไฟสีเขียวสวยงามต่างถูกประดับไว้ที่ทุกประตูบ้าน
ใจกลางของต้นไม้ทุกต้น  คือต้นไม้ขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมแทบทั้งเมืองไว้ ด้านบนเป็นพระราชวังของราชินีแห่งป่า
แม้ระยะไกลจะเห็นเป็นเพียงแสงสีทองเรืองรองบนยอดไม้ แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความงดงามวิจิตรของสถานที่แห่งนั้น….



หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 15/10/52)
« ตอบ #91 เมื่อ: 15-10-2009, 19:12:06 »

บทที่22:

              ทั้งหมดเดินบนสะพานข้ามบึงขนาดใหญ่ไปยังโคนต้นไม้ ก่อนจะต่อด้วยกระเช้าลอยฟ้าที่โครงเครงเป็นระยะๆ
ภาพที่เห็นจากมุมสูงคือเมืองของเหล่าเอลฟ์ที่แสนจะสวยงาม จากบนนี้สามารถมองเห็นได้แทบทั้งเมือง
ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงยอดเขา…  เบื้องหน้าคือปราสาทในต้นไม้ขนาดยักษ์เกินกว่าที่ใครจะคาดถึง
          แต่ละจุดในปราสาทเชื่อมกันด้วยสะพานไม้ ใจกลางของปราสาทเป็นหอคอยต้นไม้สีเหลืองนวลที่แกะสลักเป็นลวดลายสวยงาม
มันเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามและน่าอัศจรรย์ของเผ่าเอลฟ์ เมื่อมองนานๆบาสกลับรู้สึกวังเวงแปลกๆ
พลังอำนาจบางอย่างเหมือนจะปกคลุมเมืองแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่เขาไม่สามารถอธิบายได้
อิลราเรียสพาพวกเขาเดินขึ้นไปบนบันไดไม้เบื้องหน้า ขณะที่เดินขึ้นไปพิ้งสังเกตเห็นบางอย่างที่อยู่ในซอกหลืบข้างๆ
มันคือรูปปั้นอินทรีตัวหนึ่ง สายตาของมันเหมือนกำลังจับจ้องพวกเธอ และเพนก็รับรู้ถึงสิ่งนี้เช่นกัน

           “คณะเดินทางตามหาเศษเสี้ยวลูกแก้ว” อิลราเรียสบอกกับพลธนูเอลฟ์สาวสองคนที่ยืนเฝ้าประตู นางเปิดประตูต้อนรับพวกเขา
            นี่เป็นห้องโถงของพระราชวัง มีประตูและช่องทางเดินมากมายนำสู่ส่วนต่างๆในต้นไม้ยักษ์
 อิลราเรียสนำพวกเขาเดินไปยังห้องอาหาร โต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวตั้งอยู่กลางห้อง
จาน ช้อนส้อม และแก้วไวน์สีทองอร่ามถูกจัดวางไว้หกชุด โคมไฟห้อยระย้าอยู่ที่กลางห้องดูสวยงาม ผลึกเรืองแสงถูกใช้แทนหลอดไฟ
“เชิญทุกท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปกราบทูลองค์ราชินีป่าว่าพวกท่านมากันพร้อมแล้ว” อิลราเรียสบอก ก่อนจะเดินออกไปที่ท้ายห้อง

          “โอววว ดูช้อนส้อมพวกนี้เสะ มันเป็นทองแท้แน่ๆเลย!!” พี่แมวหยิบช้อนขึ้นมาส่องกับแสงไฟอย่างตื่นเต้น
 ก่อนจะแอบเอาส้อมอันหนึ่งใส่กระเป๋ากางเกงไป  แนนหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาพิจารณาอย่างสนใจ

        “นี่เราอยู่ในปราสาทนะ หัดทำตัวให้เป็นผู้ดีหน่อยสิ” บาสเหล่ตามาพูดกับพี่แมว ขณะพยายามยืดอก นั่งตัวตรงให้ดูดีที่สุด
พิ้งหันมามองก่อนจะหัวเราะเบาๆ เด็กหนุ่มทำหน้านิ่ง พยายามรักษามาดไว้

       แกร๊ก... ประตูไม้บานหนึ่งเปิดออก เอลฟ์สาวสองคนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับถาดเหล็ก พวกเธอดูสวยงาม ผิวพรรณผุดผ่อง
ชุดคลุมสีขาวลาดยาวไปกับพื้น เอลฟ์ทั้งสองตนแยกย้ายรินน้ำลงในแก้วของพวกเขา กลิ่นน้ำช่างหอมละมุนชวนให้ลิ้มลอง

        “โว้ว อร่อยจับจิต” พี่แมวอุทานขึ้นมาพลางเลียปาก เอลฟ์สาวรินน้ำให้พี่แมวอีก เช่นเดียวกับไฮค์ที่ดื่มเป็นแก้วที่สองแล้ว
เพนและคนอื่นๆเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับพฤติกรรมของทั้งสอง
“อ่าว บาสกะพิ้ง พวกแกไม่ลองดื่มล่ะฟะ” แมวเงยหน้าขึ้นมาจากแก้วเพื่อถามพวกเขา
“ของดีๆงี้หากินยากนะเฟ้ย” ไฮค์พูดขึ้นก่อนจะเทน้ำทั้งแก้วลงไปในปาก

        เคล้ง!!! แก้วทองคำของทั้งสองตกลงบนพื้น พร้อมกับร่างที่ฟุบลงไปบนโต๊ะ ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน พิ้งเอาดาบสะกิดพี่แมว แต่เขาไม่ขยับ!!
“แก... ไอพวกเอลฟ์ผ่าเหล่า” บาสคว้าขวานขึ้นมาก่อนจะพุ่งเข้าไปหาเอลฟ์สาวตนหนึ่ง!!
       นางสะบัดมือ ในทันใดนั้นละอองน้ำสีขาวใสก็พุ่งขึ้นมาจากแก้วน้ำทุกแก้ว ความง่วงเข้าจู่โจมจนทุกคนทรุดตัวลงกับพื้น
พิ้งพยายามฝืนตัวเองแต่ก็หลับสนิทไปในไม่ช้า เพนเกาะขอบโต๊ะไว้พร้อมกับพยายามสลายพิษด้วยเวทมนต์

       พลั่ก!!!
 เอลฟ์ตนหนึ่งใช้สันมือกระแทกเข้าที่ต้นคอของเพน เขาสลบลงไปทันที
       เปรี้ยง!!!
บาสถูกฟาดด้วยฝ่ามืออย่างแรงจนกระเด็นไปกระแทกกับเตาผิง ขวานในมือกระเด็นออกไป ก่อนจะโดนทุบซ้ำด้วยเหยือกน้ำเข้าที่ศีรษะ
 ในที่สุดทุกคนก็หลับลง พร้อมกับประตูห้องที่กระแทกปิดอย่างแรง

                หลายชั่วโมงต่อมา พี่แมวลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ทุกอย่างเหมือนจะพร่าเลือนไปหมด ห้องที่เขาอยู่นั้นเหมือนกับคุกใต้ดิน
ทุกอย่างเงียบสงบ จนกระทั่ง....
         แกร๊ก!!.... แอ๊ด.... บางสิ่งเดินเข้ามาในห้องที่เขาอยู่ ตาทั้งสองข้างส่องแสงสีเขียว ชุดคลุมสีเขียวโบกสะบัด
แสงเพียงน้อยนิดพอจะทำให้เห็นเป็นเพียงเงาสีทึบ ไม่อาจคาดเดาหน้าตาได้ แต่แมวรับรู้ได้ ว่าสิ่งที่เข้าเผชิญอยู่ นั้นคืออะไร....

              พิ้งตื่นขึ้นมาในที่อีกที่หนึ่งที่แตกต่างออกไป เหมือนกับผนังโดยรอบจะเป็นอิฐหนา
 เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังใช้มีดพกแกะสลักบางสิ่งในมือ
        “บาส ... นายทำอะไรน่ะ??”
“ชั้นจะช่วยเธอออกไปจากที่นี่ยังไงล่ะ อดทนหน่อยนะ” บาสตอบพิ้งโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา
       “ด้วยก้านไม้นั่นอ่ะหรอ?”
       “ใช่ซิ” เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแปลกๆ พิ้งรู้สึกหมั่นไส้จนอยากจะเอาแจกันดอกไม้ทุบหัวเขาให้สลบไปอีกที
“แล้ว... ถ้าเราออกไปไม่ได้ล่ะ.....” พิ้งย้อนถาม ทำเอาเด็กหนุ่มชะงักทันที เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาคิดเช่นกัน หากแต่ฝืนตัวเองให้ยังมีหวัง ทั้งที่รู้ตัวว่ามีน้อย
“ผมจะต้องทำให้ได้...  ต้องได้สิ”  เขาหันไปยิ้มให้กับพิ้ง ทำเอาเด็กสาวหน้าแดง

              “ท่าน.... นั้นท่านใช่มั้ย”เอลฟ์หญิงผู้งามสง่าในชุดไหมสีเขียวอำพันเอ่ยถามพี่แมว  เธอมีผมสีทองยาวถึงกลางหลัง หน้าตาสละสลวย
ที่กลางหลังของหญิงสาวนั้นมีปีกผีเสื้อขนาดใหญ่งอกอยู่จนดูราวกับเทพธิดา
        “ท่านเป็นใคร ข้าไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะ จริงๆ ข้าสาบานได้!!”
พี่แมวทำหน้าเหวอพร้อมกับเอามือกุมกระเป๋าข้างที่แอบพกส้อมทองมาด้วย
“ท่านอนูบิส.... ท่านไม่ควรอยู่ที่นี่ ในเวลานี้เมืองแห่งเอลฟ์ไม่ได้ปกครองโดยข้าอีกต่อไปแล้ว”
        “อนูบิส.... อนูบิส.... ” ชายหนุ่มทวนคำอย่างแปลกใจ ม่านตาขยายขึ้นเรื่อยๆ ความทรงจำบางอย่างกลับมาอย่างช้าๆ
พรึ่บ!! จู่ๆผ้าม่านที่ปิดหน้าต่างไว้ก็สะบัดออก แสงสีแดงทะลุผ่านเข้ามาในห้อง
 ดวงจันทร์ในตอนนี้เป็นสีเลือดเหมือนวันที่เขาได้สะกดพลังบางอย่างเอาไว้ในตัว

     “ม่ายยยย!!!” แอสแซสซินหนุ่มร้องลั่นและทรุดตัวลงกับพื้น เขาเอามือทั้งสองกุมขมับไว้ ความทรงจำต่างๆหวนกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เขาตะโกนลั่น พร้อมกับเอาหัวเข้ากระแทกกับกำแพงหิน
“อนูบิส!! ท่านเป็นอะไรไป!!” ราชินีแห่งป่าวิ่งเข้าไปดูอาการของชายหนุ่ม
เขานั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ลมหายใจถี่รัวเปี่ยมไปด้วยความร้อนระอุราวเปลวเพลิง

ฟุ่บ!!
เมื่อเขาสะบัดหน้าขึ้น แววตาของเขาเปลี่ยนไป เป็นสีแดงฉานดุจโลหิต แววตาของแอสแซสซินคนเดิมที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการทำลาย......

                   ที่คุกใต้ดิน บาสพยายามหาทางเปิดประตูต่อไป แม้จะพลาดหวังมาหลายครั้งแล้ว ไม้แท่งนี้เป็นชิ้นสุดท้ายที่เขาหาได้ในห้องนี้
       “เอาล่ะนะ... ” บาสพูดขึ้นพร้อมกับสอดกุญแจไม้เข้าไป และบิดมันช้าๆ.....
        แกร๊ก!!!! กุญแจไม้หมุนได้เพียงครึ่ง ก่อนจะหักลง
“พิ้งว่าอย่าพยายามเลยบาส....  หาทางอื่นดีกว่านะ” พิ้งพูดขึ้นอย่างหมดหวังกับการกระทำของเด็กหนุ่ม
         กริ้ง!!  เสียงวัตถุที่ทำจากโลหะชิ้นหนึ่งตกลงบนพื้นหน้าประตู ทหารเอลฟ์ที่เฝ้ายามอยู่เคลิ้มหลับไป กุญแจของเขาตกลงมาจากเข็มขัด
       “เง้ย.. พยายามอยู่ตั้งนาน อะไรมันจะโชคดีอย่างงี้” บาสพูดอย่างแปลกใจสุดชีวิต ก่อนจะเอื้อมมือลอดใต้ประตูไปหยิบกุญแจขึ้นมาไข
แกร๊ก!!! ประตูห้องขังเปิดออกทันที!!

      “สำเร็จแล้วววว” เด็กทั้งสองร้องลั่นอย่างมีความสุข ทหารเฝ้ายามที่หลับอยู่ขยับตัวเล็กน้อย ทำเอาทั้งสองรีบเอามือปิดปากตัวเอง
เสียงของพวกเขาดังไปถึงห้องข้างๆ ทำเอาแนน เพน และไฮค์สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“สงสัยจะเสียสติไปแล้ว” ไฮค์พึมพำ เขาดูไม่รู้สึกเครียดอะไรกับสถานการณ์เช่นนี้
พิ้งรีบวิ่งไปยังห้องข้างๆและโบกไม้โบกมืออยู่หน้าประตูกรงเหล็ก แนนกับเพนเหลือบขึ้นมองอย่างฉงน ไฮค์ทำสีหน้าตกใจราวกับเห็นผี
       “ลูกออกมาได้ไง” แนนถามเสียงแผ่ว
“ยามหลับแล้วทำกุญแจตกค่ะ เดี๋ยวหนูไปเอากุญแจมาให้นะ” พิ้งพูดอย่างตื่นเต้น พร้อมกับไปเอากุญแจมาไขให้กับทั้งสาม
บาสหยิบอาวุธของพวกตนที่แขวนอยู่บนกำแพงลงมาและแจกจ่ายคืนให้กับเจ้าของ
ไฮค์ตวัดดาบใหญ่สีนิลเล่น ก่อนจะพาทุกคนเดินไปตามทางเดิน 
         ทหารเอลฟ์ที่แสร้งทำเป็นหลับอยู่นานมองลอดปีกหมวกไปยังบุคคลทั้งห้า แววตาเผยถึงความกังวลใจกับสิ่งที่ตนกระทำลงไป
อิลราเรียสนั่นเองที่เป็นทหารเฝ้ายามคุกที่นี่ เขาพยายามไถ่โทษในสิ่งที่ทำลงไป

             พวกบาสวิ่งขึ้นไปตามบันไดวนขนาดใหญ่ ผ่านห้องต่างๆมากมาย แต่น่าแปลกที่ตลอดทางไม่พบทหารเอลฟ์สักตน
เบื้องหน้าคือประตูไม้สีทองเปิดอ้าอยู่ ห้องนั้นเป็นพื้นที่วงกลมขนาดใหญ่ที่มีทางเดินมากมาย
            ประตูบานตรงข้ามเปิดอยู่เผยให้เห็นทางเดินที่เต็มไปด้วยศพของเอลฟ์นับสิบๆตน เลือดสีแดงฉานถูกทาบนกำแพง
จากร่องรอยที่ปรากฏเหมือนกับว่าพวกเขาสู้รบกันเอง พิ้งแทบอยากจะอาเจียนจนต้องเบนหน้าไปทางมุมห้อง

       “กริ๊ด~~!!!” พิ้งกรีดร้องอย่างตกใจ เพราะที่มุมห้องมีบางสิ่งห้อยหัวลงมา แอสแซสซินชายผมสีแดงอ่อน พี่แมวนั้นเอง!!
“แหะๆ โทษทีที่ทำให้ต๊กกะใจ” พี่แมวพูดขึ้นอย่างติดตลก เขาดูรื่นเริงราวกับไม่ได้พบเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้
“พวกนี้เหมือนมีสองฝ่าย ลองดูสัญลักษณ์ที่เสื้อเกราะกับโล่สิ” เพนกำลังนั่งพิจารณาศพพวกนี้กับบาส
 พวกเขาเห็นเครื่องหมายของเผ่าเอลฟ์ที่เป็นรูปใบ้ไม้และเถาวัลย์ กับเครื่องหมายรูปไม้กางเขนกลับหัวดูแปลกตา
บางศพมีรอยช้ำในราวกับโดนทำร้ายด้วยเวทมนต์มาร บางศพมีรอยแผลจากอาวุธต่างๆ
           
        “เมื่อกี้ราชินีแห่งป่าพยายามพาข้าออกมา แต่ดันเจอพวกทหารนี่ซะก่อน ตอนนี้นางปลอดภัยแล้ว”
 แมวพูดขึ้น พร้อมกับชี้มือไปทางประตูบานหนึ่ง เป็นนัยว่าราชินีแห่งป่าหลบหนีไปทางนั้น
ทุกคนเดินเข้าไปตามทางหลังประตูบานนั้น มันนำไปยังห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม 

         ราชินีแห่งป่ายืนถือบางสิ่งอยู่ นางเดินเข้ามาก่อนจะมอบสิ่งนั้นให้กับเพน
“ไม้เท้าด้ามนี้เป็นของที่มีค่าที่สุดในดินแดนนี้ มันสร้างจากเศษเสี้ยวของลูกแก้วแห่งอาทรัม จงรับมันไว้ด้วยเถิด”
เพนรับไม้เท้าด้ามนั้นมา มันเป็นไม้เท้าเก่าแก่ที่ทำจากอัญมณี ที่ยอดไม้เท้ามีผลึกสีดำสนิทฝังอยู่ คล้ายกับขวานของบาส
“ท่านจะมอบให้ข้างั้นรึ?” เพนถามอย่างแปลกใจ พร้อมกับมองไปที่ไม้เท้าด้วยสายตาหวั่นเกรงบางสิ่ง
“ท่านเป็นผู้ที่ข้ามองเห็นผ่านบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เมื่อไม่นานมานี้ จงเดินทางไปด้วยกัน อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
ราชินีแห่งป่าพูดขึ้น ก่อนจะหันหลังไป

             “ทางออกจากที่นี่คือประตูด้านขวา จงออกไปให้เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะรู้ตัว”
“อะไรกันที่จะรู้ตัว  มันคืออะไร?” ไฮค์ถามอย่างสับสนกับคำพูดของราชินีป่า

         เปรี้ยง!!!
 บางสิ่งพุ่งทะลุประตูเข้ามา ร่างนั้นทหารของราชินีป่าในสภาพเจียนตาย เขากระเสือกกระสนลุกยืนขึ้นและฝืนขยับปากที่เต็มไปด้วยโลหิตสีชาด

“มัน..จอมเวทย์นั่น... มาแล้ว... ” พลทหารพยายามพูดขึ้นก่อนจะสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา พี่แมวรีบวิ่งไปเปิดประตูให้ทุกคนออกไป
เสียงฝีเท้าของทหารจำนวนมากที่ตามหลังมาเป็นสิ่งที่เร่งให้ทุกคนวิ่งเร็วขึ้นทุกขณะ เบื้องหน้าของทุกคนในตอนนี้คือกระเช้าสำหรับลงไปจากที่นี่
ทันทีที่ทุกคนเข้าไปครบ มันก็ค่อยๆเลื่อนลงไปช้าๆ

          ตึง!!!
 ยังไม่ทันที่จะได้พักเหนื่อย กระเช้าก็สั่นสะเทือนอย่างแรง พลทหารเอลฟ์สองตนกำลังใช้ขวานสับลงบนรอกของกระเช้า
เชือกที่เหลือเส้นเดียวเหมือนจะรับน้ำหนักไม่ไหวอีกต่อไป

         ฉับ!!!
กระเช้าสั่นอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งดิ่งลงไปด้านล่าง ลงไปยังบึงที่มืดสนิท!!!

         ตูม!!!
น้ำจำนวนมากพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากการที่บุคคลทั้งหกตกลงมาในบึง แรงสั่นสะเทือนของน้ำปลุกบางสิ่งให้ตื่นขึ้นช้าๆ....

           “แค่กๆ... เพน พิ้ง ว่ายน้ำเข้าฝั่งเร็วเข้า” บาสตะโกนขึ้นอย่างร้อนใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปมองสิ่งที่ตามลงมาเพราะเสียงร้องของพี่แมว
“เหวออออออ บาสสสสส นั้นมันตัวอะไรฟะ!!!” พี่แมวพูดอย่างตกใจ พร้อมกับชี้ขึ้นไปด้านบน
           มันคือนกอินทรีขนาดใหญ่ที่บินลงมาอย่างรวดเร็ว แววตาสีแดงฉานดูราวกับเปลวเพลิง
พิ้งพยายามว่ายน้ำเข้ามาที่ฝั่งให้รวดเร็วที่สุด พร้อมกับเพนที่กำลังว่ายน้ำสุดชีวิตเพราะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
“จับมันให้ได้!!!” ทหารเอลฟ์ที่ถือโล่รูปไม้กางเขนกลับหัวตะโกนขึ้น พวกเขายืนอยู่บนสะพาน
ตอนนี้หลายคนเริ่มสังเกตเห็นฟองน้ำปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ พร้อมกับเงาสีดำขนาดใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง

         เปรี้ยง!!!!
 ทันใดนั้นมันก็พุ่งเข้ามาทะลุสะพานไม้พร้อมกับกวาดหลายชีวิตลงไปในบึง เลือดสีแดงฉานแผ่ซ่านเต็มน้ำ
ร่างของมันคล้ายจระเข้ขนาดยักษ์ เกล็ดขนาดใหญ่เป็นสีน้ำเงินเข้ม ขากรรไกรของมันกว้างพอที่จะกวาดกระเช้าลงไปได้สบายๆ
“อะไรล่ะนั้น..?” ไฮค์เอ่ย เขาพึ่งขึ้นมาจากน้ำได้ไม่นาน
พลธนูเอลฟ์ระดมยิงธนูใส่อสูรยักษ์ มันเหวี่ยงหางขึ้นมากวาดเอลฟ์อีกหลายตนลงไป ปลายหางสะบัดมาถึงจุดที่เพนว่ายน้ำอยู่ และฟาดเข้าเต็มๆตัวเพน!!!
แรงปะทะส่งร่างของเพนลอยขึ้นไปหลายสิบเมตร มันหันหัวขึ้นรอรับร่างของวิซาร์ดหนุ่มที่กำลังจะตกลงมา
ปากของมันอยู่ในตำแหน่งที่เพนจะตกลงมาพอดี เขารวบรวมพละกำลังเบนทิศไม้เท้าไปที่ปากของมัน!!!

         “พลังอัสนีบาต!!”
 สายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งออกจากปลายไม้เท้า ทะลุเข้าไปในปากของอสูรขนาดยักษ์ ก่อนจะ.....

         ตูม!!!
ร่างของมันระเบิดเป็นชิ้นๆ  แรงระเบิดส่งให้เพนกระเด็นไปถึงฝั่ง ไฮค์รับเพนไว้ทันควันก่อนที่เพื่อนของตนจะกระแทกพื้น

“ฝีมือไม่เลวนิ.... กำจัดสัตว์เลี้ยงของข้าได้ด้วยเวทมนต์บทเดียว เป็นเพียงมนุษย์แท้ๆ.... ” ชายบนหลังอินทรียักษ์พูดขึ้น
ทุกสายตาหันไปมองชายคนนั้น เขาเป็นชายในชุดคลุมนักเวทย์ ผมสีขาวยาวประบ่า ดวงตาด้านซ้ายมีรูปไม้กางเขนกลับหัวสีแดงฉานส่องประกาย

“เจอกันอีกแล้วนะ... อนูบิส....”



พรทิพย์ สมบูรณ์สุข
Newbie
*
กระทู้: 15


Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 15/10/52)
« ตอบ #92 เมื่อ: 15-10-2009, 20:07:21 »

มาติดตามด้วยคน ค่ะ

หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 15/10/52)
« ตอบ #93 เมื่อ: 16-10-2009, 12:35:20 »

บทที่23:
       "อนูบิส?... เขาเป็นใคร" เพนเอ่ยขึ้นอย่างแปลกใจ พลางเสกให้เสื้อผ้าของทุกคนแห้ง สายตาของเขาจ้องไปที่ชายลึกลับราวกับสำรวจบางสิ่ง
ฟุ่บ!! ชายผมขาวไม่สนใจกับคำถาม พร้อมพุ่งเข้ามาใช้ไม้เท้าตวัดเข้าที่ท้องของเพน!!     
  "อั่ก..." ความแรงจากการปะทะทำให้เพนทรุดลงไปทันที
  "เฮ้ย!! ทำงี้มันหาเรื่องกันนิหว่า" ไฮค์พูดขึ้นอย่างโกรธแค้นที่จู่ๆชายแปลกหน้าก็เข้ามาทำร้ายเพื่อนของตน
 "พฤกษาพันธนาการ!!" ร่างของทั้งห้าถูกรากไม้ในบริเวณนั้นพุ่งขึ้นมารัดไว้ เพนเป็นคนเดียวที่ยังเป็นอิสระ  "บ้าจริง! แกต้องการจะทำอะไรกันแน่" เพนร้องอย่างขวัญเสีย เบื้องหลังคือทุกคนที่พยายามกระเสือกกระสนให้หลุดจากพันธนาการ "ไม้เท้าด้ามนั้น ถ้าเจ้าส่งให้ข้า เพื่อนของเจ้าจะปลอดภัย.... ส่งมันมาให้ข้าซะ!!!" ชายลึกลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
      เวลาผ่านไปพร้อมกับเพนที่ใช้ความคิดอย่างหนัก ถ้าเขาให้ไม้เท้าไปนั่นย่อมหมายถึงหายนะของโลกที่จะตามมาในภายหลัง พี่แมวที่โดนรากไม้พันปากแน่นพยายามดิ้นให้หลุดเพื่อที่จะบอกอะไรบางอย่างกับเพน
    เปรี้ยง!!
ศัตรูเบื้องหน้าพุ่งเข้ามาหวดไม้เท้ามรกตเข้าเต็มหน้าท้องของเพน เด็กหนุ่มถึงกับโก่งตัวอย่างทรมาน ร่างในผ้าคลุมกระโดดขึ้นไปบนอากาศ ก่อนจะชี้ปลายไม้เท้าลงมา!!
    ตูม!!
เปลวไฟระเบิดขึ้นมาในบริเวณที่เพนยืนอยู่ ส่งร่างของเขากระเด็นออกไป ชายลึกลับใช้พลังบางอย่างพุ่งตามไปทันที เพนที่กำลังจะกระแทกเข้ากับโขดหินตีลังกากลับหลัง หันมาประจันหน้ากับชายลึกลับ
     "หอกวารี!!”
แท่งน้ำแข็งที่แหลมคมเหมือนหอกพุ่งออกไป มันเฉียดปลายกำปั้นของชายลึกลับไปไม่ถึงคืบ ไม้เท้ามรกตหลุดลอยออกไป เพนเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ทันที พร้อมกับใช้เวทมนต์สลับที่ตนเองกับชายลึกลับ
      เปรี้ยง!!
ร่างของชายลึกลับถูกสลับมากระแทกกับโขดหินเต็มแรง เขาทรุดตัวลงอย่างเจ็บปวด เพนตามเข้ามากระแทกไม้เท้าเข้าที่กลางตัวของชายลึกลับ ตามด้วยลูกพลังสายฟ้ากระหน่ำที่จุดเดิม  เขาถีบตัวเองออกมาก่อนจะเผด็จศึก!!
           "เพลิงอัสนีบาต!!"
          สายฟ้าสีแดงขนาดใหญ่พุ่งลงมาใส่เป้าหมาย โขดหินที่ชายลึกลับพิงอยู่แตกกระจาย ร่างของเขาเกิดบาดแผลฉกรรจ์
 รากไม้ที่รัดทุกคนไว้คลายตัวออก พิ้งคลำข้อมือตัวเองก่อนจะหยิบดาบเดินไปสมทบกับเพน
  "แหม่... แค้นไอบ้านี่จริง!! ขอสักทีเถอะ" บาสพูดขึ้นก่อนจะยกขวานจะสับร่างที่ไร้วิญญาณ
             ฟ้าว!!
 ทันใดนั้นร่างของชายผมขาวกลายเป็นไอหมอกสีทมิฬและปลิวหายไปในพริบตา!!
 "โอ้พระเจ้า.." ไฮค์ที่กำลังเดินเข้ามาร่วมวงถึงกับสะดุ้งทันที
         "อสูรร่างเงา" เพนเอ่ย "ไม่ต้องดีใจไป ตัวจริงมันยังไม่ตายหรอก"
         "แล้วตอนนี้มันอยู่ไหน?" พิ้งถาม "อีกไม่นาน เธอก็จะรู้เอง..."  เพนทิ้งปริศนาไว้ให้ทุกคนสงสัย ก่อนจะเดินนำทางทุกคนออกไปจากเมืองแห่งเอลฟ์

             เช้าวันต่อมา ณ โรงแรมในเมืองเรดคลิฟ
           "ทุกคนคร้า อาหารเสร็จแล้วน้า~" เสียงใสๆของเด็กสาวดังออกมาจากห้อง213  พิ้งในชุดเบลดมาสเตอร์ผูกผ้ากันเปื้อนเดินถือหม้อบรรจุบางสิ่งออกมาจากห้องครัว พร้อมแมวตัวน้อยที่เดินตามมาคลอเคลีย
          "หอมจังเลย" พี่แมวทำจมูกบานสูดกลิ่นของซุปที่พิ้งทำ
 "พิ้งครับ นี่ซุปอะไรหรอ?" บาสเป็นคนแรกที่ลองตักมาชิม เขารู้สึกชอบทันทีที่แตะลิ้น
"ซุปอะไรไม่รู้เหมือนกัน แม่ไปเปิดเจอในตำราปรุงอาหารของโรงแรมมา เป็นซุปชั้นเยี่ยมที่ใช้วัตถุดิบบำรุงกำลัง ทั้งตาสุนัข  ลำไส้แพะ เครื่องในกบ เนื้องูบดละเอียด แล้วก็ผสมเลือดแมวจ้า" แนนพูดออกมาหน้าตาเฉย บาสกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สีหน้าเหมือนพยายามกลั้นอาเจียนไว้ เขาก้มลงมองซุปในถ้วยอย่างขยะแขยง
"แต่อย่าห่วงเลยลูก นั่นมันสูตรของพ่อครัวเมื่อเกือบๆร้อยปีก่อน ของแม่กับพิ้งนี่ใช้มันฝรั่งต้มบด น้ำของผลเซลล่า เนื้อไก่ แล้วก็เครื่องเทศอีกนิดหน่อยจ้า" บาสถอนหายใจอย่างโล่งออก ขณะที่พิ้งหัวเราะคิกๆอย่างชอบใจ
"เธอนี่ตลกดีนะบาส" พิ้งพูดทั้งหัวเราะ บาสก็พลอยหัวเราะแก้เขินไปด้วย ทั้งที่ในใจคิดแก้แค้นแม่ชีจอมกวนอยู่
       
 แอ๊ด.... ประตูห้องเปิดขึ้น พร้อมกับบุคคลทั้งสองที่ก้าวเข้ามา
         "ว้าว กลิ่นอะไรหนอ หอมจริง" ไฮค์ยิ้มหน้าบานด้วยความยินดีที่ไม่ต้องไปตลาดหาซื้ออาหารเอง ห้องที่พวกเพนพักอยู่นั้นติดกับห้องของพวกแนน
          เพนเดินตามเข้ามาช้าๆโดยใช้ไม้เท้าพยุงตัว ที่ลำตัวเขามีผ้าพันแผลพันไว้ การต่อสู้กับชายลึกลับทำให้เพนได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
        "พวกเราตัดสินใจแล้วแหละ เราจะช่วยพวกนายรวบรวมเศษลูกแก้วให้ครบ แล้วนำมันไปมอบให้กับบาทหลวงที่เซาท์เทิร์นฟอร์ท" เพนเอ่ยขึ้น พร้อมกับพี่แมวที่หันเงยหน้าขึ้นมาจากถ้วยซุปอย่างแปลกใจ
         "แกสองคนคิดดีแล้วเรอะ?? พวกเราไม่มีเงินตอบแทนให้พวกนายนะ" แอสแซนซินหนุ่มเอ่ยถาม
         "แหม่ๆๆ คุณแมวนี่ พวกเราก็ต้องทำเพื่อส่วนรวมบ้างสิ" ไฮค์พูดด้วยความอารมณ์ดีพร้อมกับจับหัวพี่แมวกระแทกลงไปในชามซุป
           ก๊อกๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น
 "เชิญค่า~" พิ้งอนุญาตให้บุคคลแปลกหน้าเปิดประตูเข้ามา เขาคือไปป์  อาโนว์ กัปตันเรือแห่งเรดคลิฟนั่นเอง
 "อ้าว หวัดดีจ้าลุง กินข้าวมายังครับ?" บาสพูดพร้อมยื่นชามใส่ซุปให้เป็นเชิงชวนให้มากินด้วยกัน
         "อิ่มแล้วแหละ มีคนทำข้าวต้มให้กินแต่เช้าแหนะวันนี้ ..  อ้อ ที่ข้ามาที่นี่เพราะมีจดหมายฝากมาถึงพวกเจ้าแหนะ" ไปป์ อาโนว์โยนซองจดหมายฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ พร้อมกับพี่แมวที่ฉวยมาอ่าน

                 เรียนคณะเดินทางผู้ทำภารกิจแห่งจักรวรรดิ

                   เนื่องด้วยการบุกทลายหมู่บ้านวินเดิ้ลวูดของกองโจรเขี้ยวทมิฬครั้งล่าสุด
               ส่งผลให้การเดินทางไปยังป้อมทหารชั่วคราว เดธวอลเล่ย์ เป็นไปด้วยความยากลำบาก           
              ทางเราได้รับแจ้งว่าพวกท่านมีความจำนงที่จะเป็นอาสาสมัครในการกวาดล้างกองโจร               
             ขณะนี้กลุ่มเขี้ยวทมิฬกำลังเตรียมรบ ซึ่งทางเราเกรงว่ากองกำลังทหารจะต้านทานไม่ไหว
          ขอให้พวกท่านเดินทางมาโดยไว         

                                                      จึงเรียนมาเพื่อทราบ
                                           พันเอกรอมเมล  เซราเดียน

 “นี่หมายความว่า สถานที่ที่เราต้องเดินทางไปต่อ.. คือวินเดิ้ลวูด? แล้วเราไปรับงานนี้มาตอนไหนนิ”   บาสถามขึ้นอย่างแปลกใจหลังจากฟังพี่แมวอ่านจบ
  “พวกเราส่งจดหมายด่วนไปเมื่อคืนน่ะ เห็นประกาศติดอยู่ที่หน้าโรงแรม ยังไงซะพวกเราก็ไม่รู้ที่อยู่ของเศษลูกแก้วชิ้นต่อไป จริงมั้ย?”    เพนเอ่ยขึ้นท่ามกลางทุกสายตาที่หันมามอง
 “ลุงค้า~ ยังกินข้าวต้มม่ายหมดเรย~” เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าห้อง พร้อมกับพี่แมวที่สะดุ้งสุดตัว “เวรแล้ว  ช้านไม่มีตัวตน ชั้นไม่มีตัวตน” พี่แมวร้องขึ้นราวกับเสียสติ พร้อมกับพยายามหาที่ซ่อน
 “โอ้ หนูคาริน นั่นไงแอสแซสซินหนุ่มคนที่เธอตามหา” ไปป์  อาโนว์เอ่ยขึ้นพลางชี้เข้ามาในห้อง
         “กริ๊ด~!! ตาแมวใจร้าย ทิ้งชั้นไว้บนเรือได้ลงคอ” คาริน แคสเตอร์สาวจอมป่วนวิ่งเข้ามาหาแอสหนุ่มที่พยายามวิ่งหนีสุดชีวิต “อย่าทำเสียงดังรบกวนห้องอื่นสิ ว่าแต่.. เราจะไปที่นั่นจริงๆหรอ” บาสพูดขึ้นอย่างเป็นกังวล ความทรงจำเกี่ยวกับพลลาดตระเวนยังหลอกหลอนเขาอยู่
 “แน่นอน.... เก็บของซะ อีกไม่นานจะถึงเวลาออกเดินทางแล้ว”
          แปดชั่วโมงต่อมา ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง บรรยากาศโดยรอบคณะเดินทางเป็นป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แมลงนานาชนิดเกาะอยู่ตามผืนป่าและต้นไม้ เสียงของจักจั่นระงมไปทั่วป่า

 “ทิ้งคารินไว้กับไปป์จะดีเรอะ?” ไฮค์ถามขึ้นอย่างเป็นห่วงแคสเตอร์สาวเล็กน้อย
  “เอาน่ะ ถ้าพามาด้วยมีหวังไม่ได้ไปไหนกันพอดี” พี่แมวพูดขึ้นด้วยด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว  ภาพของแคสเตอร์สาวที่บังคับให้เป็นแฟนยังทำให้พี่แมวระแวงทุกครั้งที่เจอแคสเตอร์หญิงตามสถานที่ต่างๆ
        กึก.... เพนที่เดินนำทางทุกคนอยู่หยุดเดินลง เบื้องหน้าคือทางเข้าหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยซากศพของบรรดากองโจรเขี้ยวทมิฬและชาวสมิง ควันไฟลอยขึ้นมาจากบ้านหลายหลังที่ถูกเผา สภาพหมู่บ้านในตอนนี้ดูราวกับโดนบุกทำลายมาไม่นาน
         "เรามาช้าไป..." บาสเอ่ยเสียงเบาพร้อมกับมองสภาพของหมู่บ้านเบื้องหน้า
        "มีใครยังมีชีวิตอยู่มั้ย??" ไฮค์วิ่งเข้าไปตะโกนร้องเรียก ด้วยความหวังที่จะได้ยินเสียงแห่งชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่
  "เฮ้!!มีใครอยู่มั้ย?" บาสวิ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ยังมีสภาพดีอยู่ ในนั้นมีร่อยรอยของการต่อสู้อย่างรุนแรง ศพทหารเขี้ยวทมิฬถูกหอกปักไว้กับกำแพง

       ครึ่ก... เสียงหนึ่งดังขึ้นเบื้องหลังเขา เป็นเวลาเดียวกับที่ทุกคนตามเข้ามาในบ้าน

        ครึ่ก.... เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง เหมือนบางสิ่งกระแทกเข้ากับชั้นวางหนังสือที่ล้มอยู่กับพื้น ไฮค์หันไปมองอย่างแปลกใจ
  "เสียงอะไรน่ะ..." เพนเดินเข้าไปสำรวจชั้นวางหนังสือที่ล้มอยู่
      เปรี้ยง!!!
 ในฉับพลัน ดาบขนาดใหญ่ก็เสียบทะลุชั้นวางหนังสือขึ้นมา ฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วห้อง สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ค่อยๆลุกขึ้นมาจากบันไดลับใต้พื้น ขณะที่ฝุ่นผงตกลงสู่พื้น สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนหาใช่ใครอื่น เขาคือ.....



หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 15/10/52)
« ตอบ #94 เมื่อ: 16-10-2009, 12:40:51 »

บทที่24:

             ชาวสมิงผู้มีแผงคอสีเขียว อยู่ในชุดเกราะที่ดูแข็งแกร่ง ในมือของเขามีดาบสีเงินขนาดใหญ่
เคงซูลข่าน หัวหน้าของเผ่าสมิงแห่งหมู่บ้านวินเดิ้ลวูดนั่นเอง!!

            ‘แค่กๆ... ฝุ่นเยอะจัง” หญิงสาวผู้หนึ่งเดินตามชายสมิงขึ้นมาจากบันไดลับใต้พื้น เธอเป็นหญิงสาววัยกลางคน ผมสีเขียวประถึงไหล่
“อ๊ะ... ดิฉันชื่อลิเดียร์ เป็นเจ้าหน้าที่อาคาเดมีประจำหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ทราบว่าพวกท่านคือ…?”

“พวกเราเป็นผู้ที่ทางการส่งมาเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่พวกท่าน ไม่ทราบว่า...” บาสหยุดชะงักลงหลังจากเห็นสายตาของเคงซูลข่าน
เขากำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง สีหน้าและแววตาส่อถึงความแค้นบางสิ่งอย่างถึงขีดสุด
“แล้ว.. พวกท่านลงไปอยู่ในนั้นทำไมหรอ และทำไมหมู่บ้านถึงมีสภาพแบบนี้ล่ะคะ?” พิ้งถามขึ้นด้วยความสงสัยปนประหลาดใจ
ในขณะเดียวกับที่เพนก้มลงหยิบเหรียญตราเขี้ยวทมิฬขึ้นมาพิจารณา

        “หลายชั่วโมงก่อน กองทัพเขี้ยวทมิฬได้บุกมาที่นี่ มันฆ่าพวกพ้องของเรา และแย่งชิงเสบียงไป”
เคงซูลข่าน เอ่ยพร้อมกับชี้ไปยังศพเขี้ยวทมิฬตนหนึ่งที่ถูกหอกปักไว้บนกำแพง
       “พวกเราหลบหนีมาที่นี่เลยรอดตาย มีแต่หมานัลจมูกดีตัวหนึ่งมันตามเข้ามา ข้าเลยให้รางวัลมันเล็กน้อย”
‘แน่ใจหรอว่าเป็นชาวสมิง... โหดงี้เลยเรอะ?’ คณะเดินทางถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ
“เฮ้ ที่เราขึ้นมานี่ก็เพื่อจะเอาร่างผู้เสียชีวิตไปฝังไม่ใช่รึท่าน!?” พลทหารผู้หนึ่งที่เดินขึ้นมาจากห้องใต้ดินเอ่ยถาม
“นี่ก็ใกล้มืดค่ำแล้ว ขอแรงหนุ่มๆแบกศพไปท้ายหมู่บ้านหน่อยละกัน ออ... ข้าชื่อ เฟรอดินานซ์ นะ” จ่าเฟรอดินานซ์แนะนำตัว

ครืน..เปรี้ยง! แสงสีฟ้าสว่างจ้าขึ้นในยามราตรี พร้อมกับสายฝนกำลังโปรยปรายสู่พื้น
เบื้องหน้าหลุมขนาดใหญ่ที่มีศพจำนวนมากฝังอยู่ หนึ่งในนั้นคือศพมนุษย์ในเครื่องแบบทหารที่ศีรษะขาดหายไป
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังขุดหลุมศพหลุมแล้วหลุมเล่าด้วยความยากลำบาก
              “ทั้งหมดสามสิบเจ็ดราย.. กว่าจะเสร็จ”ไฮค์ร้องโอดครวญหลังจากเพิ่งฝังศพสุดท้ายเสร็จ แนนยืนนิ่งเพื่อภาวนาให้เหล่าวิญญาณไปสู่สุคติ
 จ่าเฟรอดินานซ์เดินเข้ามาหาไฮค์อย่างช้าๆ “รีบกลับไปที่กระท่อม เราจะเริ่มประชุมกันแล้ว”
“ห๊า?! ประชุมอะไรกัน เราพึ่งมาถึงนะ” แอสแซสซินหนุ่มโวยวายขึ้นอย่างไม่พอใจ
“พรุ่งนี้.. เราจะบุกถล่มพวกมัน ให้สาสมกับที่มันทำกับเราไว้!!!”
         เปรี้ยง!!!
สายฟ้าผ่าลงมาบริเวณหมู่บ้าน แสดงให้เห็นถึงสีหน้าเอาจริงเอาจังของพลทหาร ทำเอาทุกคนไม่กล้าขัดขืน

   หลายนาทีต่อมา ภายใต้แสงเทียนที่ตั้งไว้กลางโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ณ ห้องใต้ดินในกระท่อม
“พวกมันตั้งค่ายไว้บริเวณนี้ ในป่าวงกตวินเดิ้ลวูด... พวกมันรู้จักการผลัดเวรยามเฝ้าระวังภัย เราจะบุกไปซึ่งๆหน้าไม่ได้”
จ่าเฟรอดินานซ์ชี้มือไปที่จุดๆหนึ่งบนแผนที่กระดาษสีน้ำตาลอ่อนกลางโต๊ะ หลังจากที่เดินวนไปวนมาอยู่นาน
“คุณแน่ใจแล้วหรอ ว่าจำนวนคนที่เรามีเหลือในตอนนี้จะสู้มันได้?” บาสลุกขึ้นพูด
“แม้จะเหลือแค่ข้าคนเดียว กับชาวสมิงไม่กี่คนที่รอดมาในตอนนี้ ข้าก็จะไป!!”
“แต่...”
“เจ้าดูสิ่งที่มันทำกับเราไว้! เจ้าดูสิ่งที่มันเหลือไว้ให้เรา!! ลองคิดบ้างมั้ย?! ใช่สิ... เจ้าไม่ใช่คนของที่นี่!! ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งคืน เพื่อตัดสินใจ....”
พลทหารพูดขึ้นอย่างหมดความอดทน และทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงแปลกๆ เขาเดินเข้าไปยังห้องๆหนึ่งตามลำพังก่อนจะปิดประตูโดยแรง
“ผม.. คิดว่าเราไม่ควรจะรีบร้อนอย่างนี้นะ...” เพนเงยหน้าขึ้นเอ่ย  ก่อนจะก้มหน้านั่งลงไปตามเดิม
เขารู้สึกว่า เลนาทอร์ เอลฟ์หนุ่มผู้รอดชีวิตกำลังจ้องมองเขาราวกับพิจารณาบางสิ่งในตัว สายตาแบบนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียวสันหลัง

        “ท่านคงยังไม่รู้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจ่าออสแนซน์ สหายรักของจ่าเฟรอดินานซ์” เอลฟ์หนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“เขาเป็นไรหรอ?” พี่แมวลุกขึ้นเอามือเท้าโต๊ะและเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“เฟรอดินานซ์กับออสแนซน์เป็นสหายร่วมสมรภูมิกันมานาน จนศึกครั้งล่าสุด ออสแนนซ์ถูกจอมทัพเขี้ยวทมิฬสังหาร
ซ้ำร้ายมันยังตัดศีรษะออสแนนซ์ออกต่อหน้าเฟรอดินานซ์ เจ้าลองคิดละกันว่าเขาจะสะเทือนใจแค่ไหน...”
เอลฟ์หนุ่มเล่าเหตุการณ์ที่ตนเห็น ภาพทหารสองคนที่ติดอยู่ในวงล้อมของกองโจรยังติดตาเขาอยู่ และวินาทีชิวิต ที่ออสแนนซ์ถูกสังหาร...

          “นี่ก็ดึกมากแล้วนะคะ พิ้งว่าทุกคนไปพักผ่อนกันดีกว่า” พิ้งเอ่ยขึ้น หลังจากเห็นท่าทีอ่อนเพลียของทุกคน
“งั้นข้าก็.. ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมละกัน” เคงซูลข่าน เป่าเทียนให้ดับลง พร้อมกับทุกคนที่แยกย้ายไปตามห้องของตน

          ในความมืดมิด จ่าเฟรอดินานซ์ยืนนิ่งราวกับคิดทบทวนบางสิ่งอยู่ แววตาสีดำสนิทของเขาสั่นคลอน เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อกลั้นน้ำตา
‘เพียงแค่เรารู้ทันพวกมัน เพียงแค่เราไม่ประมาท ออสแนนซ์... ข้าสัญญาว่าจะแก้ไขในสิ่งที่ข้าทำพลาดไป....’

         กุบกับ... กุบกับ... เสียงฝีเท้าของบางสิ่งดังขึ้นในยามราตรี แสงจากดวงจันทร์อันน้อยนิดส่องให้เห็นถึงบางสิ่งบนผืนป่า
มันคือม้าสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง ผิวกายดูเหมือนประกอบขึ้นมาจากอณูแห่งดิน นัยน์ตาของมันแดงฉานเช่นเดียวกับนายของมัน
ทุกๆฝีเก้าทิ้งรอยไหม้ไว้บนพื้นหญ้าราวกับมันคือเปลวเพลิง ชายลึกลับบนหลังของมันชูไม้เท้าขึ้น มรกตบนยอดไม้เท้าเรืองแสงสีเขียว
        “ภูติวายุ!!!”
เขาตะโกนขึ้น ในฉับพลันสายลมเบื้องบนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างประหลาด
จากกระแสลมอ่อนๆในยามค่ำคืน กลับกลายเป็นลมที่รุนแรงราวลมมรสุม เป็นเวลาเดียวกับที่นกอินทรียักษ์ตนหนึ่งบินลงมาสมทบ
       “จงนำข่าวนี้ไปบอกกับไกเซอร์ พวกมันต้องรับรู้สิ่งนี้” เขาเสกม้วนกระดาษขึ้นและโยนขึ้นไป อินทรียักษ์โฉบมันขึ้นและบินหายไป
      “ข้าจะไม่เดินหมากตามเกมของเจ้า หมากตัวหนึ่งพลิกเกมบนกระดานได้ฉันใด ข้อมูลเพียงฉบับหนึ่งก็พลิกสงครามได้ฉันนั้น…”   
ชายลึกลับรำพึงเบาๆในสายลม พร้อมกับควบม้าต่อไป เป้าหมายคือหมู่บ้านที่ในอดีตเคยสงบสุข.. วินเดิ้ลวูด....

แสงแดดในยามเช้า ส่องทะลุตะแกรงไม้ที่ปิดช่องลมของห้องใต้ดินลงมากระทบชามข้าวที่ยังกินค้างอยู่ของใครบางคน
“วันนี้แล้วสินะ...” บาสพูดขึ้นอย่างเหม่อลอย พี่แมวเง้ยหน้าขึ้นมาจากข้าวต้มชามที่แปด
“รีบๆกินเข้าสิ ชามแรกยังไม่หมด พี่จะกินชามที่เก้าแล้วนะ” แอสแซนซินหนุ่มพูด พลางก้มลงกินข้าวต่อ
“กินแบบนี้ มิน่าถึงได้ลงพุง แม่ว่าลูกพอแล้วดีกว่านะ” แนนเดินถือถาดใส่เหยือกน้ำมาให้ พร้อมรินลงในแก้วของชายหนุ่มอย่างช้าๆ
“แหม่ๆ กองทัพต้องเดินด้วยท้องสิครับ จริงมั้ยบาส เพน?” พี่แมวพูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับหันไปถามความคิดเห็น

            บาสไม่แสดงกริยาใดๆ เพนที่ยืนอยู่ขั้นบนสุดของบันไดกำลังจ้องออกไปนอกหน้าต่างอย่างพินิจบางสิ่ง
“นั่นมันอะไร...” แมวสงสัยในการกระทำของเพน จึงเดินตามไปสมทบ
 สิ่งที่ปรากฏภายนอกกระท่อมคือควันไฟจำนวนมากที่โชยขึ้นมาจากผืนป่านอกหมู่บ้าน

           ในวินาทีนั้น เสียงเป่าเขาสัตว์เป็นสัญญาณเตือนก็ดังขึ้น
“พวกมันมาอีกแล้ว คราวนี้ไกเซอร์เป็นคนนำทัพมา!!” รอส เทรเชอร์ฮันเตอร์สาวผู้รอดชีวิตวิ่งเข้ามาแจ้งข่าวแก่ทุกคน
“อะไรนะ..!? พวกมันรู้ได้ยังไงว่าพวกเรายังรอด รึว่ามันคิดจะมายึดที่นี่กันแน่?” เคงซูลข่านเอ่ยขึ้นอย่างตกใจ
“พวกมันไม่ปล่อยพวกเราไว้แน่... ข้าจะออกไปสู้” จ่าเฟรอดินานซ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
          “เจ้าจะออกไปคนเดียวได้อย่างไร... พวกข้าจะไปด้วย ในฐานะชาวบ้านที่เจ้าปกป้องมานาน”
เสียงของชาวสมิงดังขึ้น คูเคงจิน ชาวสมิงที่ได้รับบาดเจ็บนั่นเอง เบื้องหลังของเขามีชาวสมิงหลายคนยืนถืออาวุธอยู่
“พวกเราจะได้ออกโรงซะทีสินะ นึกว่าจะไม่มีงานให้ทำซะแล้ว” ไฮค์เอ่ยขึ้นพร้อมตวัดดาบเล่มใหญ่ไปมา
เพน พิ้ง แนน บาส และแมวหยิบอาวุธของตนขึ้นมาเตรียมพร้อม เฟรอดินานซ์นำทางทุกคนไปที่หน้าหมู่บ้าน

             สิ่งที่มองเห็นในระยะไกลคือกองทัพเขี้ยวทมิฬเกือบร้อยคนที่กำลังวิ่งเข้ามา กลางกองทัพคือเขี้ยวทมิฬตนหนึ่ง
มันมีแผงคอสีแดง ร่างกายสูงใหญ่กว่าเขี้ยวทมิฬปกติถึงสามเท่า ชุดเกราะของมันดูแข็งแกร่งราวหินผา ดาบสองเล่มในมือฉายแสงสีนิล
มันคือออกญาเขี้ยวทมิฬ ไกเซอร์นั่นเอง...

          “บุก!!!” ไกเซอร์ตะโกนออกคำสั่ง เสียงของมันคล้ายกับมนุษย์ปนเสียงคำรามของสัตว์
กองทัพเขี้ยวทมิฬจำนวนมากพุ่งเข้ามาที่ทางเข้าหมู่บ้าน เลนาทอร์ใช้คันธนูสีโลหิตยิงอย่างแม่นยำ ลูกศรทุกดอกปักเข้าที่ศีรษะของพวกมัน
จ่าเฟรอดินานซ์กราดยิงปืนไรเฟิลเข้าใส่กลุ่มเขี้ยวทมิฬ  ภายในเวลาไม่กี่นาทีพวกมันก็เข้ามาถึงหมู่บ้าน
บรรดาสมิงที่ยืนเรียงหน้าอยู่พุ่งเข้าปะทะกับกลุ่มโจรทันที!!

          เคงซูลข่านยกขวานตวัดใส่บรรดาเขี้ยวทมิฬ ก่อนจะสับเต็มแรงลงไปที่คอของพลหน้าไม้เขี้ยวทมิฬตนหนึ่ง
“ระวัง!!” เสียงหนึ่งดังขึ้น เตือนให้เขาหันไปมอง พลทะลวงฟันเขี้ยวทมิฬใจกล้า กระโดดเหวี่ยงขวานเข้ามาหมายสังหารจอมทัพแห่งวินเดิ้ลวูด!!



หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 16/10/52)
« ตอบ #95 เมื่อ: 17-10-2009, 11:51:11 »

บทที่25 : สงครามเขี้ยวทมิฬและป้อมกลางทะเลทราย

         เปรี้ยง!! ขวานปักลงกลางพื้นดิน เคงซูลข่านหลบได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะเอาขวานเสยพลทะลวงฟันเขี้ยวทมิฬขึ้นมาสับ
สงครามระหว่างกลุ่มเขี้ยวทมิฬและชนเผ่าสมิงยังดำเนินต่อไปภายใต้เงามืดของเมฆฝนที่ทอดเงาบดบังแสงอาทิตย์ไปทั่วทั้งป่า
กลิ่นควันไหม้คละคลุ้งปนไปกับกลิ่นคาวเลือดที่อาบทั่วแผ่นดิน

          ฟุ่บ!! ฉึก!! ทหารเขี้ยวทมิฬตนหนึ่งขาดใจตายทันที ลูกธนูสีนิลของเลนาทอร์ปักเข้าอย่างแม่นยำที่นัยน์ตาขวาของมัน
เสียงร้องครวญครางสลับกับเสียงอาวุธกระทบกันดังไม่ขาดสาย เสียงหอกดาบดังกึกก้องยิ่งกว่าเสียงเม็ดฝนที่เริ่มกระหน่ำลงบนแผ่นดิน
         “พสุธากัมปนาท!!”
บาสตะโกนก้อง พื้นดินแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง เสาหินแหลมคมจำนวนมากพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกบนพื้น แสงสีนิลจากขวานส่องไปทั่วบริเวณ
         ฟุ่บ!! ฉึกๆๆๆ!!
มีดเหล็กสีดำสนิทพุ่งมาจากเงามืด บรรดาเขี้ยวทมิฬที่บุกเข้ามาเรื่อยๆเหมือนจะมากเกินกว่าที่จะรับมือไหว
        กลุ่มคณะเดินทางพยายามสกัดกั้นบรรดาเขี้ยวทมิฬที่กำลังตรงเข้าไปในหมู่บ้านไว้อย่างสุดกำลัง มือที่จับดาบของพิ้งเริ่มล้าลงเรื่อยๆ
“พวกมันเยอะเกินไป ถอยกลับไปตั้งหลักก่อน”  เพนตะโกนขึ้นพร้อมกับชูไม้เท้าสร้างประจุไฟฟ้าถ่ายเทลงไปที่พื้นดินเบื้องหน้า
    เปรี้ยง!!!
สายฟ้าขนาดใหญ่พุ่งลงมาระเบิดพื้นดินเต็มแรง ร่างของเขี้ยวทมิฬหลายตนไหม้เกรียมทันที

        “พวกเราไม่รอดแน่  คราวนี้ไกเซอร์นำทัพมา” กินนาเคง พลธนูชาวสมิงร้องขึ้นอย่างขวัญเสียขณะวิ่งกลับเข้าไปในหมู่บ้าน
        “ไกเซอร์?” ไฮค์ย้อนถามขึ้นอย่างสนใจ “มันจะเก่งแค่ไหนกันเชียว”
       “ออกญาเขี้ยวทมิฬ ไกเซอร์ พละกำลังมันมหาศาลยิ่งกว่าเคงซูลข่าน มันว่องไวมาก ทหารของทางการถูกมันสังหารมาแล้วนับไม่ถ้วน”
สายลมกรรโชกแรงพุ่งมาพร้อมกับเงาของบางสิ่งที่ข้ามผ่านศีรษะของพวกเขาไป ทุกคนหยุดวิ่งอย่างตกใจ
มันคือยมทูตในร่างเขี้ยวทมิฬ ไกเซอร์...

        “รีบหนีไปข้างในหมู่บ้าน เราจะสกัดมันไว้เอง!!” เพนตะโกนขึ้นพร้อมกับไฮค์ เพื่อนร่วมสาบานที่วิ่งเข้ามายืนประจันหน้ากับไกเซอร์
เหล่าเขี้ยวทมิฬเข้ามาล้อมรอบไฮค์และเพนไว้
        “วายุคลั่ง!!”
         มวลอากาศที่แหลมคมดั่งใบมีดพุ่งเข้าเชือดเฉือนบรรดาเขี้ยวทมิฬ  เพนสร้างช่องว่างในวงล้อมขึ้น ก่อนจะพุ่งออกไป
บรรดาเขี้ยวทมิฬที่หลงกลรีบวิ่งตามเพนไป ในตอนนี้เหลือแต่ไกเซอร์และไฮค์เท่านั้น

           “กล้ามากนะ ที่มาเผชิญหน้ากับข้าแบบนี้” ไกเซอร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายสัตว์ป่า ดวงตาสีแดงจ้องไฮค์ไม่กระพริบ
ฟุ่บ!! ดาบทั้งสองเล่มของไกเซอร์พุ่งเข้ามาโจมตีใส่ไฮค์ เขาตั้งดาบรับแรงกระแทกไว้ทัน รอยไถลบนดินแสดงให้เห็นถึงความแรงในการปะทะ

         “ดาบพิโรธ”
ไฮค์พุ่งเข้าไปฟาดดาบใส่เต็มแรง ไกเซอร์เอี้ยวตัวหลบ ดาบของไฮค์ปักเข้าที่ผืนดินเต็มแรง เขาพยายามดึงมันขึ้นมา

          ไกเซอร์เงื้อดาบขึ้นพร้อมที่จะปักลงมาบนหลังของไฮค์ ดาบของไฮค์ที่ปักอยู่บนดินถูกกระชากขึ้นมา ไฮค์เตะกวาดขาไกเซอร์จนมันล้มลง
ก่อนจะตวัดดาบในระดับล่างหวังผ่าร่างไกเซอร์เป็นสองส่วน ไกเซอร์ยกตัวหลบขึ้นทัน แต่พลาดท่าถูกดาบเล่มใหญ่โจมตีเท้าที่ขาซ้าย
ไฮค์ตั้งท่าเตรียมฟาดดาบใส่อีกรอบ ไกเซอร์ยกดาบคู่ขึ้นในท่าเตรียมพร้อม

ฟุ่บ!! ฉึก!!
เฟรอดินานซ์พุ่งเข้ามาโจมตีไกเซอร์ด้วยกระบี่อย่างเคียดแค้น ไฮค์ฟาดดาบใส่ไกเซอร์ไม่ยั้ง
        ไกเซอร์พยายามยืนขึ้น แต่แค่ขาแตะพื้นมันก็ปวดร้าวไปทั้งร่างแล้ว ไกเซอร์คำรามลั่นอย่างเจ็บปวด ‘ก่อนที่จะได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้...’
“จู่โจมเฉียบพลัน!!”
ดาบทั้งสองของไกเซอร์พุ่งเข้าไปปักอกของเฟรอดินานซ์ เป็นเวลาเดียวกับที่เกราะบริเวณคอของมันแตกกระจายลงและไฮค์ปักดาบลงไป
         
ดาบสีนิลทั้งสองเล่มของไกเซอร์ และดาบใหญ่ของไฮค์ชุ่มไปด้วยโลหิตของผู้บาดเจ็บต่างสายพันธุ์
รอส เพนและทุกคนที่วิ่งมาหลังสังหารบรรดาทหารเขี้ยวทมิฬทั้งหมดแล้ว ยืนนิ่งอย่างตกใจสุดขีด

            ดวงตาของเฟรอดินานซ์เบิกกว้าง เวลาเหมือนผ่านไปช้าๆพร้อมกับร่างของเขาที่ทรุดลงพร้อมไกเซอร์
เขามองศัตรูตรงหน้าอย่างโศกเศร้า มันคือปิศาจตนหนึ่งที่พรากชีวิตของเขาไป มันคือสิ่งที่สังหารออสแนซน์ สหายรักของเขา
และปิศาจตนนี้กำลังจะตาย...
“ข้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าแล้วนะ... ออสแนนซ์...” เฟรอดินานซ์เปล่งวาจาออกมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสิ้นใจลงพร้อมกับไกเซอร์

        น้ำตาของรอสไหลลงมาไม่ขาดสาย เฟรอดินานซ์เป็นชายที่ปกป้องเธอมานานแสนนาน เป็นชายคนเดียวที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเธอหลายหน
บรรดาเขี้ยวทมิฬถูกกวาดล้างจากหมู่บ้าน เป็นฝีมือจากความร่วมแรงร่วมใจของชาวสมิงและคณะเดินทาง
หมู่บ้านที่เคยมีแต่ความสงบสุข สูญเสียทหารที่มีฝีมือไปถึงสองคนในเวลาไล่เลี่ยกัน

      “ข้าจะไม่ลืมท่านเลย เฟรอดินานซ์” รอสเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนน้ำตา

       เสียงบทสวดของชาวสมิงหยุดลง พร้อมกับไฟในห้องที่สว่างขึ้นทีละดวง  พิธีไว้อาลัยและฝังร่างของผู้เสียชีวิตเสร็จสิ้นแล้ว
      “พวกท่านช่วยอะไรข้าหน่อยได้ไหม?” รอสเอ่ยขึ้นกับเพน ทั้งสองคนยืนอยู่ที่สุสานหลังหมู่บ้าน
“อะไรรึ?”เพนถามขึ้น “ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ พวกเรายินดีช่วยเสมอ”

 รอสก้มลงเปิดกระเป๋าคาดเอว และหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาให้เพน
        “จดหมายนี่.. ทางการส่งมาให้เฟรอดินานซ์ แต่ว่าตอนนี้..” รอสสะอึก ก่อนจะก้มหน้าลงไป เพนรับจดหมายฉบับนั้นมา
“เราสัญญาว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”


      “ยังไม่ทันจะออกจากหมู่บ้านเลย มีงานอีกแล้วเรอะ?” ไฮค์พูดแหย่เพนเล่น ขณะนี้คณะเดินทางอยู่ในห้องประชุมของกระท่อมหัวหน้าหมู่บ้าน
แสงของวันใหม่ทะลุหน้าต่างเข้ามากระทบกับขวานเล่มใหญ่ ซึ่งเจ้าของขวานเล่มนั้นกำลังหลับเป็นหลับตาย
“ไม่ใช่งานอะไรที่ลำบากนักหนาหรอก เราแค่เอาจดหมายฉบับนี้ไปคืนผู้พันคาร์เตอร์” เพนพูดขึ้น
“จดหมายอาราย~ หนาย เอามาดูซิ~” พี่แมวเอ่ยพลางเอื้อมมือไปทำท่าจะหยิบจดหมาย
      พรึ่บ!! เพนสะบัดซองจดหมายขึ้นเป็นเชิงห้าม “ว่าด้วยเรื่องขอร้องให้จ่าทั้งสองไปสำรวจถ้ำใต้ภูเขาไฟแทนการประจำการที่นี่”
เพนพูดขึ้นอย่างแจ่มแจ้งราวกับได้อ่านเนื้อหาภายใน ทั้งๆที่ไม่มีรอยแกะซอง “เราไปอ่านจดหมายของเขา มันไม่ดีนะครับ”
“อ่านไม่ได้ แต่ใช้เวทมนต์ลอกออกมาได้งั้นเรอะ?! ไอนี่!!” พี่แมวพูดพร้อมเข้าไปขยี้หัวเพนเล่นอย่างสะใจ ไฮค์ตวัดดาบมาพาดไหล่เป็นเชิงขู่
 
     “ร้อนดีจริงๆแฮะ ผมเริ่มจะหิวแระ เรามากินอะไรกันหน่อยมั้ย?” พี่แมวพูดพร้อมกับพยายามเปิดกระเป๋าบนหลังของไฮค์
ลิเดียร์จัดน้ำดื่มและอาหารใส่เป้ใบใหญ่ให้กับคณะเดินทาง เพื่อการเดินทางไปป้อมเดธวอลเล่ย์
      “เฮ้ๆ ยังไม่ทันเที่ยงเลย ผมแบกมาเป็นชาติยังไม่หิวเลย” ไฮค์พูดพลางหิ้วคอพี่แมว แล้วลากออกจากกระเป๋า

ป่าไม้โดยรอบเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตามระยะทางที่ออกจากหมู่บ้าน พื้นดินเริ่มมีฝุ่นทราย ใบไม้ดูแห้งราวกับไม่มีฝนตกลงมานานแสนนาน
ในแอ่งน้ำสีเขียวที่อยู่ระหว่างทางเดิน มีบางสิ่งกำลังจับจ้องทุกคนอยู่
 
         “ว้าก!!” ชายหนุ่มตะโกนลั่น ก่อนจะโกยอ้าวไปหลายเมตร เมื่อคางคกสีคล้ำร่างบวมตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาบนทางเดิน
สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนถ้วนหน้า

       “ไฮค์นี่ กลัวได้แม้กระทั่งคางคกตัว....” พี่แมวที่กำลังพึมพำและเอาเท้าเขี่ยคางคกชะงักลง มันกระโดดขึ้นมาเกาะรองเท้าของเขา
ดวงตาสีดำขลับของมันจ้องพี่แมวอย่างเอาเป็นเอาตาย
        “ปล่อยนะเฟ้ย ไอตัวสกปรก” เขาตะคอกใส่มัน และทุกคนหันไปมอง ภาพที่เห็นคือพี่แมวกำลังด่าคางคก….

        “เพี้ยนบ้าอะไรขึ้นมาอีกล่ะ” เพนพึมพำพลางส่ายหน้า

        “ไล่ดีๆแกไม่ออกใช่มั้ย?! ได้.....” ว่าแล้วพี่แมวก็เตะเท้าอย่างแรง คางคกที่น่าสงสารกระเด็นออกไป
แหมะ!!
“กริ้ด!!” คางคกตกลงไปอยู่บนหมวกของพิ้ง สิ่งแรกที่เธอรู้คือมีบางสิ่งตกลงมาบนหัว เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปก็พบกับร่างบวมๆกำลังอ้าปากให้เธอ
“อย่าเข้ามานะ อย่าเข้ามา” พิ้งโวยวายพลางเอามือปัดคางคกเป็นการใหญ่
       
        “เงียบซะสิ จะได้ช่วย”
         บาสเอื้อมมือไปจับคางคกตัวป่วนบนหัวของพิ้ง ก่อนจะโยนมันลงไปในหนองน้ำตามเดิม
“กลัวได้แม้กระทั่งคางคก ถ้าเจองูจะขนาดไหนเนี่ย” บาสพูดแหย่พลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี พิ้งเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะหน้าแดงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ถ้าทีหลังจะช่วยแล้วด่ากลับ ไม่ต้องก็ได้นะ”
       ปึ้ก!!
เด็กสาวทุบเข้าที่หลังของบาส ก่อนจะเดินออกไปและยิ้มอย่างอายๆ
“อูย.. เจ็บนะ... เดี๋ยวเถอะ” บาสเอามือคลำหลังตัวเอง ก่อนจะเดินทางต่อไป

      “โอย.. หิวแล้วนะคร้าบ...” เสียงของพี่แมวโอดครวญแข่งกับเสียงจักจั่นที่ร้องระงมอยู่ตามยอดไม้
“ไฮค์ นี่ก็เที่ยงแล้ว พักกันหน่อยเถอะ” เพนพูดขึ้นอย่างเห็นด้วย คำพูดของเพนดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ไฮค์ยอมรับฟัง
        พรึ่บ!! แกร่กๆ...
เนื้อหมูดิบๆที่ห่ออยู่ในผ้าขาว ขวดบรรจุน้ำดื่ม สมุนไพรช่อใหญ่ ขนมปังแถวและอุปกรณ์ทำครัวหล่นลงมาจากเป้ที่ไฮค์จับคว่ำลง

     “โหย เราก็นึกว่าจะได้กินเลย ต้องมาทำอาหารอีกเรอะ?!” พี่แมวโวยวายพร้อมเดินไปเดินมา
“เดี๋ยวพิ้งทำให้กินค่า~ แต่ก่อนอื่น...” พิ้งชำเลืองไปทางบาสด้วยสายตาเฉียบคม “หนูว่าใครบางคนต้องเอาหมวกพิ้งไปซักก่อนนะ”

“ใครบางคนที่ว่า..”บาสพูดขึ้นพร้อมทำท่าจะแย้ง
“นายนั่นแหละ!!” พิ้งเอ่ย พร้อมบาสที่เดินเข้ามาหยิบหมวก และเดินออกไป “รีบๆล่ะ ไม่งั้นอดกิน เปื้อนเมือกเหนียวๆงี้ชั้นใส่ไม่ได้หรอก”
“คร้าบ~” บาสรับคำอย่างว่าง่ายและพึมพำอย่างไม่พอใจ ‘ผู้หญิงอะไรกัน ดุหยั่งกะเสือ’
       ปึ้ก!!
ตะหลิวอันหนึ่งตกลงกลางกระหม่อมของเขาอย่างแรง “บ่นอะไรในใจ เดี๋ยวเถอะ” เสียงของพิ้งตะโกนตามหลังมา
‘ห๊ะ อ่านใจได้เรอะ?! แม่นี่สงสัยวางแผนมาดี’ ไม่ทันคิดจบกระทะเหล็กก็ปลิวเฉียดหัวเขาไปไม่ถึงนิ้ว

“สงสารบาสนะ ว่ามะ” ไฮค์สะกิดเพนให้หันไปมอง “พิ้งนี่น่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลย”
“นี่พวกนายสองคนนินทาชั้นรึไง ไปหาหัวเผือกหัวมันแถวนี้มา ไป๊!!” ว่าแล้วเด็กสาวสุดโหดก็สั่งงานให้กับผู้ที่นั่งฟังอยู่ทันที

         เด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนแผ่ตัวอยู่ข้างลำธารใส ในมือถือหมวกในหนึ่งที่ซักเสร็จแล้ว
         “โอย.. ทำไมมันง่วงงี้เนี่ย...” เขาพึมพำเบาๆ
 “หมวกใบเดียวน่ะ ซักเสร็จรึยังห๊า~!!” เสียงของพิ้งดังขึ้นในแมกไม้เบื้องหลัง
“เสร็จแล้วคร้าบ.... รอแปปนะคร้าบ...” บาสพูดขึ้นอย่างงัวเงีย พลางพยายามใช้มือดันตัวเองให้ลุกขึ้น

      “อ่ะ นี่ครับ หมวก..... คร่อก…” ไม่ทันจบประโยค เด็กหนุ่มล้มฟุบลงไปกับพื้นทันที ผื่นสีแดงอ่อนๆเริ่มลามขึ้นตามมือของเขา
“ว้าย?! ชั้นให้นายไปล้างหมวกใบเดียว บะ.. บาส ไม่ตลกนะ...” พิ้งอุทาน ก่อนพยายามตั้งสติและเอากิ่งไม้เขี่ยบาสให้ตื่น

ตุบ!!
 ถุงใส่มันฝรั่งและสมุนไพรประหลาดชนิดหนึ่งถูกโยนมาข้างๆพิ้ง

“คางคกหนองน้ำ พิษของมันทำให้ง่วงนอนและก็มีผื่น ผมลืมบอกพวกคุณ  นี่มันฝรั่ง แล้วก็สมุนไพรที่ใช้แก้พิษ  ต้มให้บาสกินซะ”
เพนมองด้วยสีหน้าเฉยชา ก่อนจะเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ไฮค์เอาผ้าชุบน้ำมันมาเช็ดใบดาบอย่างช้าๆ

           ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศเผยให้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่ส่องทะลุยอดไม้ลงมาเป็นเส้นๆ
  เด็กหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่ใต้ต้นไม้ที่มีใบเขียวปกคลุมทั้งต้น เด็กสาวค่อยๆประคองให้เขาจิบยา และเอาสมุนไพรมาประคบบริเวณมือ

     “แหม่ๆ หวานกันเชียวนะคร้าบ” เจ้าของเสียงคือเบลดมาสเตอร์ชายที่นั่งอยู่บนโขดหิน เขาพาดดาบเล่มใหญ่ไว้บนตัก ในมือถือชามที่บรรจุบางสิ่งอยู่
    “อาหารฝีมือพิ้ง อร่อยใช้ได้เลยนะ” เพนเอ่ยปากชมพิ้ง เธอเอามันฝรั่งบดไปต้มกับสมุนไพรและเนื้อหมูที่ลิเดียร์ให้มา

    “ถ้ามีเกลือซักนิดน้า..” แอสแซสซินหนุ่มห้อยหัวลงมาจากต้นไม้ ทั้งๆที่ถือชามใส่ซุปอยู่ มันเลยหกลงมาใส่หัวไฮค์ที่จ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
“อ้าวกรรม อดกินเลย ฮือ...” สีหน้าของพี่แมวสลดลง หลังจากทำซุปทั้งชามหกไป  ไฮค์หน้าแดงราวกับมะเขือเทศ เพราะพี่แมวเล่นไม่สนใจหัวเขาเลย
“อิอิ ยังมีเหลืออยู่จ้า ไปตักเอาเลย” พิ้งพูดพลางหัวเราะ
“เย้ งั้นพี่ขอทั้งหม้อเลยนะ”พี่แมวกระโดดลงจากต้นไม้อย่างดีใจพร้อมกับเพนที่แสดงสีหน้าอำมหิต เพราะพี่แมวพลาดไปเตะชามของเพนตกพื้น
“ชั้นทนไม่ไหวแล้ว ขอเหอะ...” ไฮค์กระชากคอพี่แมวขึ้น ก่อนจะเหวี่ยงลงไปในพุ่มไม้เต็มแรง เพนทำท่าจะยิงลูกไฟเผาซ้ำ แต่โดนแนนห้ามไว้ซะก่อน

 “อย่าไปทำร้ายพี่แมวเลย ถือว่าทำบุญให้กับแมวสักตัวเถอะลูก” แนนพูดขึ้นอย่างอารมณ์เย็น
“ขอบคุณคร้าบที่ช่วยผม แต่วันหลังเปรียบเทียบกะอย่างอื่นก็ดีนะคร้าบ โอย..” พี่แมวที่นอนกองอยู่ในพุ่งไม้ครางขึ้นเบาๆด้วยความเจ็บปวด

         “จะเดินทางต่อกันรึยัง ทะเลทรายในตอนกลางคืนมันอากาศดีกว่ากลางวันเยอะเลยนะ” บาสเดินเข้ามาร่วมวงพร้อมกับพิ้ง
 ผื่นบนหลังมือของเขาหายไปแล้ว  มัดจัง แมวตัวน้อยเดินเข้ามาคลอเคลียขาของพิ้ง
         “ถ้าพร้อมแล้ว จะรออะไรล่ะ?” เพนพูดพร้อมกับสะบัดชายผ้าคลุมกลับ ไฮค์ยกดาบสีนิลไปพาดไว้ที่หลังของตน ก่อนจะเดินนำทุกคนไป

     ทะเลทรายในตอนนี้ดูราวกับมีชีวิตชีวา แสงของพระอาทิตย์ยามโพล้เพล้ส่องมาในแนวนอน สร้างเงาของต้นไม้และโขดหินเป็นทางยาว
บรรดาพิกม่าและร็อคตัวน้อยเดินอุ้ยอ้ายกลับที่อยู่ของตน ราชันย์แห่งขุนเขา เจ้าถิ่นซึ่งเป็นหมูตัวใหญ่สีแดงทำท่าระวังภัยให้กับบรรดาสัตว์อื่นๆ

    “ระวังด้วยนะครับ ทะเลทรายในยามค่ำคืน อันตรายมันมากกว่าตอนกลางวันซะอีก” เพนเอ่ยขึ้น แสงบนไม้เท้าตอนนี้เหมือนเป็นสิ่งที่นำทางพวกเขา
“มันจะมีอะไรนอกจากลูกหมูกะแพะตัวเล็กๆหนอ... เอ๋?” พี่แมวก้มลงมองเท้าตัวเองอย่างสงสัย เขาเหยียบลงไปบนลำตัวยาวๆของสิ่งๆหนึ่ง

    “พลังแช่แข็ง!!”
 เพนเสกผลึกน้ำแข็งแช่มันเอาไว้ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นตัวอะไร  สิ่งที่ปรากฏในก้อนน้ำแข็งนั้นคืองูหางกระดิ่งตัวหนึ่งที่กำลังอ้าปากกว้าง
“เกือบไปแล้วนะคุณแมว ลองโดนเจ้านี่กัดซักที คุณแมวจะได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนวัยอันควรแน่นอน” ไฮค์พูดกระเซ้าแหย่พี่แมวเล่น
“ขอค้างคาวราตรี กะมีดพยัคฆ์คำรามใส่โลงพี่แมวไปด้วยนะ” พี่แมวย้อนมุขกลับ ก่อนจะโดนไฮค์แกล้งบีบคอ
“แอ๊ก!! อ้างอ้าอั้น อ้อมเอธออลเอ้” พี่แมวที่อยู่ในสภาพถูกบีบคอพยายามพูดบางสิ่งออกมา
“อะไรนะ?!” เพนแกะมือของไฮค์ออก ก่อนจ้องหน้าพี่แมว
“ข้างหน้านั้น ป้อมเดธวอลเล่ย์!!” พี่แมวพูดพลางกระโดดเหยงๆเอามือชี้ไปเบื้องหน้า ทุกคนหันไปมองตามนิ้วของชายหนุ่ม

   

หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว: ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(อัพเดท 16/10/52)
« ตอบ #96 เมื่อ: 17-10-2009, 11:51:50 »

ต่อๆ ยาวไปหน่อย Embarrassed



 มันคือป้อมปราการทหารชั่วคราวแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนที่ราบสูงของทะเลทราย ลวดหนามถูกพันไว้ทั่วรั้ว ทหารยามติดอาวุธสองคนยืนเฝ้าทางเข้า
เมื่อแสงไฟสีเหลืองจากโคมไฟส่องให้เห็นข้อความที่เขียนอยู่บนป้าย ไม่ทันที่จะได้อ่านมัน เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นราวกับอ่านป้ายนี้จนจำขึ้นใจ..

“ป้อมชั่วคราว เดธ วอลเลย์ สถานที่ของทางการ โปรดแต่งกายสุภาพ ติดต่อผู้รับผิดชอบผู้บังคับการกองพันปฏิบัติการพิเศษ พันตรีคาร์เตอร์.. ลุง...”
บาสที่ก้มหน้าพูดขึ้นเบาๆ เพนหันมามองอย่างแปลกใจ ก่อนจะดึงบาสเดินตามทุกคนเข้าไปในป้อมเดธวอลเล่ย์

     “ยินดีต้อนรับครับ!! ไม่ทราบว่าพวกท่านมาด้วยกิจอันใด” ทหารยามที่เฝ้าประตูคนหนึ่งเข้ามาทักทาย
     “จดหมายฉบับนี้ เรานำมาคืนให้กับผู้พันคาร์เตอร์ พร้อมมารายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวินเดิ้ลวูด”
 เพนยื่นซองสีขาวให้ทหารยามดู ก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไป

“ทั้งหมด แถวตรง!!” พรึ่บ!! กองทหารนับสิบคนยืนเรียงแถวกันหน้าอาคารขนาดใหญ่  พวกเขาวันทยหัตถ์พร้อมกัน
ชายวัยกลางคนในเครื่องแบบทหารชั้นสูงคนหนึ่งยืนสั่งทหารกองทัพทั้งหมดด้วยเสียงดังกึกก้อง
“กอง แยก!!” พลทหารทุกแถวหันขวาพร้อมกัน ก่อนจะค่อยๆเดินออกไปตามที่พักของตนทีละแถว

      “เอ่อ... ไม่ทราบว่า ลุง เอ้ย!! ท่านใช่ผู้พันคาร์เตอร์รึเปล่าครับ” บาสพูดขึ้นพลางดึงหมวกปีกของพี่แมวมาใส่เพื่อปกปิดหน้าตา
      “อ้าว นั่นมันหลานตัวป่วนไม่ใช่เรอะ?! เป็นไงบ้าง ภารกิจรวบรวมของให้กับทางจักรวรรดิเสร็จเรียบร้อยแล้วรึ ”
ชายในชุดทหารเอ่ยอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับดึงหมวกที่ปิดหน้าหลานของตนออก “อ้อ ว่าแต่มาทำอะไรกันที่นี่ล่ะ”

      “เรานำสิ่งนี้กลับมาให้ครับ” เพนยื่นซองจดหมายสีขาวที่ประทับตราของทางการให้ผู้พันคาร์เตอร์
      “จดหมายนี่... เจ้าเอากลับมาทำไม เฟรอดินานซ์ควรจะได้อ่านมันนิ”
“หลายวันก่อน วินเดิ้ลวูดถูกพวกเขี้ยวทมิฬบุกถึงสองครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน เรามาเพื่อแจ้งสถานการณ์”
“งั้น เชิญเข้าไปด้านในก่อนสหายรัก เสวนากลางทะเลทรายยามค่ำคืนแบบนี้ไม่เหมาะเท่าไร” คาร์เตอร์เดินนำทุกคนเข้าไปในอาคารหินทรายแห่งหนึ่ง

       อาคารแห่งนี้เหมือนกับเป็นที่พักอาศัย ปนไปกับที่ประชุมขนาดใหญ่ สร้างจากหินทรายสีน้ำตาลอ่อน ดูจากความสูงน่าจะมีสามชั้น
ผู้พันคาร์เตอร์พาทุกคนเดินเข้าไปตามทางเดินหลัก ก่อนจะเปิดประตูด้านขวา ภายในเป็นห้องรับแขกที่ดูอบอุ่น เตาผิงถูกจุดไว้แล้ว
       “เชิญทุกคนนั่งก่อน หายเหนื่อยแล้วค่อยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟัง” ผู้พันคาร์เตอร์เอ่ยพร้อมกับหยิบถาดน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะ และรินให้ทุกคน
       “ยังชอบชาอังกฤษร้อนๆใส่มะนาวเหมือนเดินใช่มั้ย หลานตัวแสบ? เหมือนพ่อของแกไม่มีผิดเลยนะ วันๆเอาแต่นั่งเก๊ก”
ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยื่นแก้วใส่ชาแก้วหนึ่งให้กับบาส เขาหัวเราะนิดๆก่อนจะรับแก้วนั้นมา

      “เอาล่ะ ใครก็ได้ เล่าให้ข้าฟังที ว่าทำไมถึงนำจดหมายฉบับนี้กลับมา แล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่วินเดิ้ลวูด”
     “สิ่งที่เกิดขึ้น คือหมู่บ้านวินเดิ้ลวูดถูกพวกเขี้ยวทมิฬบุกสองรอบติดๆกัน ในครั้งแรก เราสูญเสียจ่าออสแนนซ์และชาวสมิงจำนวนมากไป”

        เพนพูดขึ้นพร้อมกับสีหน้าของผู้พันที่ซีดลง “ข้าพอจะเข้าใจ สงครามย่อมมีความสูญเสีย แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อล่ะ..”
“ไม่กี่วันต่อมา หลังจากที่เราไปถึงและประชุมแผนกันแล้ว ในรุ่งเช้า มันกลับมาบุกพวกเราซ้ำสอง คราวนี้...”
เพนชะงัก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ทุกคนเงยหน้าขึ้นมามองเขา  “... เราสูญเสียจ่าเฟรอดินานซ์ไป พร้อมกับสังหารไกเซอร์ได้”

เคล้ง!!
ถ้วยชาของผู้พันคาร์เตอร์ตกลงกระแทกพื้น ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากที่ดูเคร่งขรึมเป็นโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด
“หมายความว่า.. เราสูญเสียทหารที่มีฝีมือไปถึงสองคนพร้อมๆกัน ทั้งเฟรอดินานซ์ และออสแนนซ์ ข้าเข้าใจเรื่องจดหมายฉบับนี้แล้ว...”

   “งั้น ข้าขอไหว้วานพวกเจ้าหน่อยได้มั้ย เรื่องจดหมายฉบับนี้”
   “ครับ/ค่ะ”
“หลายสัปดาห์ก่อน ทางการได้ส่งทหารจำนวนหนึ่งไปสำรวจถ้ำใต้ภูเขาไฟ หลังจากที่เข้าไปในถ้ำได้ไม่นาน สัญญาณการติดต่อก็ขาดหายไป..”

       ผู้พันคาร์เตอร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะหยิบรูปใบหนึ่งขึ้นมา เขาเคาะรูปนั้นลงบนโต๊ะเบาๆเพื่อกำจัดธุลีฝุ่น ก่อนจะวางมันลง
“นี่เป็นรูปที่กล้องของทหารคนหนึ่งถ่ายไว้ได้ เราพบเขาขาดใจตายอยู่หน้าทางเข้าถ้ำใต้ภูเขาไฟ” 
พิ้งหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาดู มันเป็นรูปร่างของทหารจำนวนมากเป็นเงาสีดำตัดกับแสงสีแดงสว่างจ้า
บางสิ่งที่อยู่ในเปลวเพลิงมองเห็นเป็นเพียงเงาของร่างสูงใหญ่

   “มันคืออะไรหรอคะ?” พิ้งถามขึ้นด้วยความสงสัย เพนหยิบรูปนั้นมาดูอย่างพิจารณา ก่อนจะส่ายหัวด้วยความงุนงงกับสิ่งที่เห็นในภาพ
   “ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน แถมทางการยังสั่งให้ส่งคนไปสำรวจอีก” ผู้พันคาร์เตอร์พูด พลางชำเลืองออกไปนอกหน้าต่าง
จากมุมนี้สามารถมองข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไปยังหุบเขามังกร แสงสีแดงส่องประกายอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง นั่นคือภูเขาไฟที่ยังครุกรุ่นอยู่

  “ในเมื่อเฟรอดินานซ์กับออสแนนซ์ตายเสียแล้ว ข้าก็เลยอยากจะให้พวกเจ้าไปสำรวจที่นั่นแทนสองคนนี้หน่อยน่ะ”
คาร์เตอร์กวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

       “ท่านฮอล์ลอฟ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านทำนายไว้ทุกประการ งานนี้ข้าคงต้องยอมท่านแล้วล่ะ...”
ผู้พันคาร์เตอร์พูดขึ้นพลางหันไปมองเงามืดหลังชั้นวางหนังสือ บุคคลผู้หนึ่งที่ยืนฟังเหตุการณ์มานานเดินออกมา
พิ้งเงยหน้าขึ้นมองอย่างสนใจทันที เขาคือพาลาดินชายผู้หนึ่ง ผมสีขาวล้วน ชุดเกราะสีขาว และผ้าคลุมสีแดงขลิบลายสีทอง ดูคล้ายอังเดรยิ่งนัก
“บอกแล้ว ว่าเด็กๆพวกนี้จะมาหาท่าน คราวนี้จะให้ข้าร่วมเดินทางไปกับพวกเขาได้รึยัง?”
พาลาดินนามว่าฮอล์ลอฟเอ่ย พร้อมกับมองมาทางพิ้งด้วยสายตาพิจารณา พิ้งรู้สึกเหมือนกับว่าพาลาดินคนนี้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ

       “ถ้าสิ่งที่ท่านบอกผมในคืนนั้นเป็นจริง เราก็คงต้องระวังกันหน่อยล่ะ อีกฝ่ายคงเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว” ผู้พันคาร์เตอร์กล่าวด้วยสายตาสั่นคลอน
ในตอนนี้เขารู้สึกไม่มั่นใจกับสถานการณ์ต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการสูญเสียพลทหารทั้งสอง และแผนการของฝ่ายกบฏ

“ตกลง ข้ายินยอมให้ท่านเดินทางไปกับพวกเขา”

ฮอล์ลอฟยิ้มด้วยความยินดี พิ้งรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจที่เขาจะเดินทางไปกับเธอ แววตาของพาลาดินคนนี้ไม่เหมือนคนทั่วไป เขาหยั่งรู้ทุกสิ่ง...
“นี่ก็มืดค่ำแล้วนะ ทุกคนควรไปพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้เราจะได้เริ่มไปสำรวจถ้ำใต้ภูเขาไฟ... กับข้า” พาลาดินชายเอ่ยเป็นเชิงให้ทุกคนไปพัก
พลทหารคนหนึ่งเดินนำทางทุกคนไปยังชั้นสอง และเปิดประตูห้องต้อนรับพวกเขา
“โย่ว จะได้นอนเตียงนุ่มๆ อาบน้ำให้สบายซะที รู้สึกว่าตัวเหนียวๆมานานแระ” พี่แมวเป็นคนแรกทิ่วิ่งเข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในห้อง
รอบตัวชายหนุ่มคือผนังสีครีมทั้งสี่ด้าน ทางทิศตะวันตกมีหน้าต่างอยู่สี่บาน ผ้าม่านสีแดงเข้มดูสงบนิ่งไม่พลิ้วไหว
พรมสีแดงขลิบทองปูอยู่ทั่วพื้น ไฟในเตาผิงถูกจุดไว้แล้ว แต่อากาศกลับไม่อบอุ่นอย่างที่คิด....

    “ที่นี่มันแปลกๆแฮะ...” ตุ่บ!! พี่แมวทิ้งตัวลงไปบนเตียง มันนุ่มเสียจนยุบลงไปเป็นรูปตัวเขา “โห สบายใช่ย่อยนะนี่”
“ว่าแต่... บาสหายไปไหนหรอ” แนนเอ่ยถามเดินเข้ามาพร้อมกับทุกคน เพนมองประตูห้องน้ำอย่างหวาดระแวง
“เห็นท่านผู้พันคาร์เตอร์บอกว่าอยากจะคุยด้วยหน่อยน่ะขอรับ มีอะไรเรียกใช้ได้นะขอรับ” ทหารเฝ้ายามเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม ก่อนจะปิดประตูลง
“เส้นใหญ่ใช่ย่อยนะนี่ มีลุงเป็นทหาร ว่าแต่พี่ไปอาบน้ำคลายร้อนก่อนล่ะนะ” พี่แมวพูดพลางสะบัดผ้าเช็ดตัวขึ้นพาดไหล่ และเดินเข้าไปในห้องน้ำ

      “ว้าว ห้องน้ำยังทำซะสวยเลย มีอ่างอาบน้ำด้วย ใช้สบู่อันไหนดีน้า~”  เสียงของพี่แมวดังลอดออกมาจากห้องน้ำ
“รีบๆอาบเถอะครับคุณแมว เดี๋ยวแกล้งปิดไฟซะเลย” ไฮค์พูดเป็นเชิงขู่ “ปิดไฟเสร็จก็ขังไว้ในห้องน้ำทั้งคืน  สนมั้ย?!”
“ว้าก จะรีบอาบเดี๋ยวนี้ล่ะครับ อย่าปิดไฟน้า ป๋มกลัว... ผะ.. วิญญาณ” พี่แมวชะงักไม่กล้าพูดคำว่าผี การใช้คำว่าวิญญาณอาจทำให้ดูน่ากลัวน้อยลง
หากแต่ในเวลานี้ สำหรับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพี่แมวแล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย....

“ว้าก~!! ช่วยด้วย!!แง พ่อจ๋าแม่จ๋า ช่วยลูกด้วย เปิดประตูที ก้าวขาไม่ออกแล้ว!!”เสียงของพี่แมวตะโกนขึ้น เพนใช้เวทย์สะเดาะกลอนก่อนจะพุ่งเข้าไป
สภาพของพี่แมวอยู่ในผ้าเช็ดตัวที่พันรอบตัวไว้ สิ่งที่ทำให้พี่แมวตกใจอย่างแรงมันคือน้ำที่ไหลลงมาจากก๊อก เป็นสีส้มแดง?!

         “เลือดงั้นหรอ..?!” พิ้งอุทานอย่างตกใจ ก่อนจะหันไปซบแนน

 เพนเอานิ้วไปจุ่มน้ำมาพิจารณา ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ไม่ใช่... น้ำสนิมน่ะ   เปิดทิ้งไว้ซักพักก็คงหาย”
“โถๆ ตกใจหมด เค้ายิ่งขวัญอ่อนอยู่” พี่แมวเริ่มยิ้มได้ และทำท่าเป็นเชิงให้ทุกคนออกไปจากห้องน้ำ ในตอนนี้น้ำที่ไหลออกมานั้นเป็นสีปกติแล้ว

         ในห้องรับแขก ผู้พันคาร์เตอร์ยังนั่งอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง  ผู้เป็นหลานรักของเขา บาสนั่นเอง
         “เอาชาอีกสักแก้วมั้ย เมื่อก่อนเจ้าชอบมากเลยนิ” ผู้พันทำท่าเหมือนจะรินชาให้ ก่อนที่เด็กหนุ่มจะยกมือเป็นเชิงห้ามปราม
“ไม่ล่ะครับลุง ที่เรียกผมมาคุย มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ?”
“ก็.. แค่อยากจะเตือนเรื่องบางสิ่งน่ะ เจ้าต้องรู้เหตุผลที่ฮอล์ลอฟขอเดินทางไปกับพวกเจ้า” คาร์เตอร์จ้องมองเด็กหนุ่มอย่างพิจารณา
“พวกกบฏได้เริ่มวางแผนชิงเศษลูกแก้วเพื่อคืนชีพอาทรัมแล้ว แม้จะมีสองชิ้นที่อยู่ในมือของจักรวรรดิ แต่อีกเจ็ดนั้น ไม่รู้อยู่แห่งหนใด”
“…. เศษลูกแก้ว ตอนนี้เรามีอยู่แล้วสามชิ้นนะครับ ขวานของผม เศษลูกแก้วที่ได้จากอินเฟอนอส และไม้เท้าของเพน”
“รวมกันก็ห้าชิ้น ยังขาดอีกสี่แหนะ เอาเป็นว่าสู้ๆละกันนะหลาน” คาร์เตอร์พูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะลดเสียงลงและพูดเบาๆอย่างหวาดระแวง
“ แล้วก็... ระวังเพื่อนร่วมทีมด้วยล่ะ ใครบางคนในนั้นกำลังเป็นสายให้ฝ่ายกบฏ”

   “เห.. ลุงคงไม่ได้หมายความว่ามีคนคิดจะหักหลังหรอกนะ  ... ว่าแต่ลุงรู้ได้ไง”
      “ฮอล์ลอฟ พาลาดินคนนั้นเป็นคนบอกลุง เจ้าคงไม่รู้ว่าเขาอายุหกร้อยกว่าปี ในสงครามครั้งที่แล้วเขาเป็นคนที่ทำนายว่ามันจะเกิดขึ้น
         ตอนนั้นฮอล์ลอฟเป็นเพียงนักเล่นแร่แปรธาตุคนหนึ่งเท่านั้น แต่ในตอนนี้ เขาคือผู้ปกครองพาลาดินทั้งมวล”
แสงจากโคมไฟเผยให้เห็นใบหน้าที่เอาจริงเอาจังของผู้พันคาร์เตอร์ “หลายวันก่อน เขาทำพิธีทำนาย การเคลื่อนไหวของฝ่ายกบฏคือสิ่งที่เขาเห็น”
        “สรุป สิ่งที่ลุงจะบอกผมคือ พาลาดินคนนั้นเป็นผู้หยั่งรู้ เขาเดินทางไปกับเราเพื่อช่วยเหลือ และตอนนี้ เราถูกจับตามอง ใช่หรือไม่?”
        “อืม.. ใช่ เจ้าก็ระวังตัวด้วยนะ”
“ครับ”บาสก้มหน้าลงอย่างครุ่นคิด ก่อนจะเดินไปที่ประตูอย่างช้าๆ ยังไม่ทันแตะลูกบิดประตูลุงของเขาก็ทักขึ้นมาอีกรอบ
“ออ.. แล้วเรื่องที่หนีออกจากบ้าน พ่อเจ้าให้อภัยแล้วนะ ว่างๆก็แวะไปเยี่ยมเขาบ้าง”
“ถ้าผมไปเซาท์เทิร์นฟอร์ท ผมจะแวะไปหาพ่อละกัน แต่ไว้หลังเสร็จงานนะ” เด็กหนุ่มยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินออกจากห้องไป

          แกร๊ก
 เสียงประตูปิดลงเบาๆ ผู้พันคาร์เตอร์เดินไปที่หน้าต่าง เขาเปิดม่านขึ้นและมองออกไปข้างนอก แสงจันทร์ส่องลงมากระทบกระบี่สีเงินที่เขาถืออยู่
“อเล็กซ์ ลูกนายนี่ดื้อเหมือนนายไม่มีผิดเลยนะ….”

         “อะ... โอย.. อยากเข้าห้องน้ำแฮะ... ไฮค์ แกไปกะชั้นดิ๊” เสียงของพี่แมวดังขึ้นในยามราตรี เขาลุกขึ้นมาเขย่าปลุกไฮค์ให้ไปห้องน้ำเป็นเพื่อน
         “มันจะมีอะไรนักหนาว้า ห้องน้ำก็ประตูนั้นไง ชั้นจะหลับว้อย” ไฮค์พูดอย่างอารมณ์เสียเพราะโดนปลุกขึ้นมากลางดึก

“ป๋มมะอยากเจอน้ำสนิมอีกง่ะ ป๋มกลัว... ไปเป็นเพื่อนหน่อยน้า...” พี่แมวทำตัวขี้กลัวแบบเด็กๆ ไฮค์อมยิ้มนิดๆก่อนจะลากคอพี่แมวไปที่ประตู
“เอาก็เอาฟะ ไม่งั้นเดี๋ยวชั้นจะมีเพื่อนเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ”

         กึก.. กึก... เสียงเท้าของทั้งสองเดินบนพรมสีแดง เมื่อออกจากห้องพักมา สิ่งที่เห็นคือระเบียงมืดๆ
ผนังทำจากหินทรายสีอ่อน ปูทางด้วยพรมสีแดงขลิบทอง ที่สุดปลายระเบียงในตอนนี้มืดเกินกว่าจะมองเห็น
 
          “เอ่อ.. มันมืดๆนะ ว่ามั้ย...” พี่แมวพูดพลางเกาะแขนไฮค์ไว้แน่น  แน่ละสิ เขากลัวความมืด
“เอ่อ มันจะมีอะไร กะอีแค่ความมืด” ไฮค์พูดขึ้นพร้อมกับหยิบไม้ขีดขึ้นมาจุดคบไฟข้างๆ ก่อนจะดึงมันออกมาถือ
“เอาล่ะ ....  ประตูนั้นห้องน้ำสินะ” พี่แมวพูดพลางชี้ไปสุดปลายทางเดิน ก่อนจะสะดุดตากับสิ่งๆหนึ่ง
“ฮะ.. ไฮค์... แกดูตรงนั้นดีๆซิ... บะ.. บอกผมทีว่าผมตาฝาด” พี่แมวพูดเสียงสั่น ไฮค์มองไปตามทางที่พี่แมวชี้นิ้วพร้อมยกคบไฟขึ้นสูง

    ภาพที่เห็นคือพรมสีแดงสุดปลายทางเดินที่แสงส่องไปถึง มันพองขึ้นมาราวกับมีบางสิ่งมุดอยู่ภายใน ขนาดพอๆกับลูกบอลลูกหนึ่ง
“อะไรน่ะ.... ออกมานะ!!” ไฮค์ตะโกนขึ้น สิ่งที่อยู่ใต้พรมพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว!!
เสียงของแผ่นไม้ใต้พรมดังสนั่นราวกับมีบางสิ่งพุ่งมาตามนั้น! สิ่งที่อยู่ใต้พรมเข้ามาใกล้เรื่อยๆพร้อมกับพี่แมวที่ขาสั่นอย่างหวาดผวาสุดขีด
เบื้องหน้าของพี่แมวและไฮค์คือรอยต่อของพรมสองผืน ในที่สุดสิ่งที่หลบซ่อนอยู่เบื้องล่างก็พุ่งขึ้นมา !!

มันคือบางสิ่งที่มีแววตาสีเขียวส่องสว่าง เขี้ยวสีขาวสะท้อนแสงไฟวาววับพุ่งเข้ามาราวกับจะสังหารบุคคลทั้งสอง!!!

หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #97 เมื่อ: 17-10-2009, 12:53:38 »

บทที่26: ถ้ำใต้ภูเขาไฟ

     พลั่ก!!
 เสียงของบางสิ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของแอสแซสซินหนุ่ม เขาปัดมันออกไปอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะหันกลับมามองว่ามันคืออะไร....
“เมี๊ยว...” เสียงของแมวตัวหนึ่งดังขึ้น สิ่งที่อยู่ใต้พรมคือแมวตัวน้อย มัดจังนั่นเอง ในมุมมืด นายหญิงของมันเดินออกมาอย่างช้าๆ

     “นี่ พวกนายจะฆ่าแมวชั้นรึไง” พิ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “แล้วกลางดึกแบบนี้ พวกนายออกมาทำอะไรนิ”
“ก็แมวมันจะเข้าห้องน้ำ ผมเลยออกมาเป็นเพื่อน พอดีที่ห้องผมน้ำมันสีแปลกๆ” ไฮค์พูดพลางหันไปล็อคคอพี่แมวลงมา

“แล้ว... ดึกๆดื่นๆแบบนี้ พิ้งออกมาทำอะไรเรอะ?!มัดจังเกือบทำผมหัวใจวายตาย” พี่แมวถามกลับ มือทั้งสองพยายามแกะคอตัวเองออกจากมือของไฮค์
“กะ.. ก็ พิ้งนอนไม่หลับนิ แล้วแมวของพิ้งหายไป พิ้งเลยออกมาตามหา” น้ำเสียงของพิ้งตะกุกตะกัก ราวกับพยายามปิดบังบางสิ่งไว้
“เอาเถอะๆ ขอไปห้องน้ำก่อนละกัน จะราดแล้ว.... ฮือ....” พี่แมวพูดพลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องน้ำที่ปลายระเบียงพร้อมกับลากไฮค์ไปด้วย

พิ้งรอทั้งสองพ้นจากสายตาไป ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทางขวา ในห้องนั้นเหมือนห้องรับแขกทั่วไป คือมีเก้าอี้นวม และเตาผิงที่จุดไฟไว้
“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ.. ” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นทันทีที่พิ้งปิดประตูลง และทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าเตาผิง ผ้าม่านถูกอำนาจบางอย่างดึงลงมาให้ปิดสนิท
โคมไฟทุกดวงดับลง เหลือแต่แสงจากเตาผิงเท่านั้น

    “เรน่า.. ท่านคงรู้แล้วใช่มั้ย ว่าฮอล์ลอฟทราบเรื่องของพวกท่าน รวมทั้งตัวลูกเอง” พิ้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
 แมวของเธอหันมามอง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงของเรน่า “ข้าเห็นความหวั่นไหวในจิตใจของเจ้า...”
   “ สิ่งที่พ่อของเจ้าและข้ามอบหมายให้ทำ จงทำให้สำเร็จ”
   “แต่...”
   “รึว่าเจ้าอยากให้แม่ของเจ้าไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกต่อไปล่ะ” เรน่ายื่นคำขาด พิ้งสะอึกก่อนจะก้มหน้าลง
   “ตกลงค่ะ…”

       พาลาดินผู้หนึ่งแอบฟังเหตุการณ์อยู่ที่หน้าประตูที่แง้มไว้ ภาพที่เขามองเห็นคือเด็กสาวบนเก้าอี้นวมที่หันหลังให้
และแมวตัวหนึ่งกำลังสนทนากัน แม้มีแสงเพียงน้อยนิด แต่ก็พอจะทำให้รู้ได้ว่าเด็กสาวคนนั้นคือใคร..

      แกร๊ก!!
 เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับผ้าม่านที่ปลิวไสว พิ้งหันไปมองอย่างตกใจ
“คงเพราะลมน่ะ... เจ้าควรจะรีบกลับไปได้แล้ว ก่อนที่ทุกคนจะสงสัย” เรน่าเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่จะออกจากร่างของแมวตัวน้อยไป


    “เสร็จรึยังคร้าบ พี่แมว จะอยู่ในนั้นอีกนานมั้ย?” บาสตะโกนขึ้นพลางทุบประตูห้องน้ำอย่างแรง
แสงอาทิตย์ส่องผ่านผ้าม่านสีแดงเข้ามา แอสแซสซินหนุ่มหายเข้าไปในห้องน้ำตั้งแต่เช้ามืดแล้ว

        “สงสัยจะจมน้ำในอ่างตายไปแล้วมั้ง ยิ่งสติไม่ค่อยจะดีอยู่” ไฮค์พึมพำ
        แกร๊ก
“ขอโทษครับที่ให้รอ เราจะไปกันรึยัง?” พี่แมวในชุดแอสแซสซินเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาอุ้มกองผ้าเช็ดตัวที่เหมือนห่อบางสิ่งเอาไว้จำนวนมาก
“พร้อมนานแล้วล่ะครับ... เห... สบู่ในห้องน้ำหายไปไหนหมดนิ?!” บาสมองไปทางพี่แมวอย่างไม่ไว้ใจ พร้อมกับไฮค์ที่ดึงผ้าผืนนั้นออก
ก้อนสบู่จำนวนมากตกลงใส่พรมสีแดง

   “แหะๆ... ไหนๆก็ไม่มีใครใช้ พี่ขอพกไปด้วยหน่อยจะเป็นไรไป” พี่แมวยิ้มพลางเกาหัว เพนหัวเราะนิดๆก่อนจะลากพี่แมวเข้าไปในมุมแต่งตัว

    พลั่ก!! “โอ้ย”     ตุ้บ!! “ทำผมทำไมคร้าบ”    ปึ้ก!! “เจ็บนะว้อย”
 เสียงของบางสิ่งอัดกระแทกพี่แมวดังออกมาจากข้างหลังฉากที่บังอยู่
เพนเดินออกมาช้าๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่แมวค่อยๆคลานออกมาอย่างเจ็บปวด “โอย... แค่สบู่นิดหน่อยเอง ไม่เห็นต้องทำงี้เลย”
“รีบไปที่ด้านล่างเถอะครับ ทุกคนกำลังรออยู่” เพนพูดขึ้นพร้อมจ้องพี่แมวด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะเดินนำลงไปด้านล่าง

      ตุ่บ... พิกม่า แพะจิ๋วตัวน้อยกระโดดลงจากโขดหิน ก่อนจะมุดเข้าไปในอุโมงค์เล็กๆ   ร็อค หมูขนาดใหญ่ล้วนแต่กระสับกระส่ายเพราะอากาศที่ร้อนจัด
“โอย.. ร้อนเฟ้ย ร้อนยิ่งกว่าแถวๆป้อมปราการตะวันออกซะอีก” พี่แมวโวยวายด้วยความอารมณ์เสีย แน่ล่ะสิ เขาไม่ได้กินข้าวเช้าเพราะมัวแต่อาบน้ำ

     แกร๊บ...
ผ้าในมือของแนนมีเกล็ดน้ำแข็งขึ้นมาเกาะ แนนใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดหน้าอย่างสบายใจ เพนมองผ้าในมือแนนอย่างสนใจ ก่อนจะเดินไปเปิดกระเป๋าของไฮค์
“โห มีผ้าเย็นไม่แบ่งกันเลยนะคร้าบ” เสียงของพี่แมวโวยวายขึ้น

     เพนหันไปมองและยิ้มน้อยๆ ก่อนที่พี่แมวจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขาก็โดนพันด้วยผ้าเช็ดตัวซะแล้ว...
“เพน ใจเย็นก่อนดีกว่ามั้ง แกแค้นคุณแมวมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” ไฮค์พูดขึ้น พลางห้ามเพื่อนไม่ให้ฆาตกรรมพี่แมว
“ก็เห็นเค้าร้อน เราก็ต้องช่วยเหลือ...” เพนไม่ยอมหยุด ซ้ำร้ายยังเอาน้ำในขวดราดผ้าผืนที่พันพี่แมวไว้

    “พลังเยือกแข็ง!!”
กร๊อป!! แกร๊กๆ!! ไอเย็นจำนวนมากพุ่งเข้าปะทะกับผ้า น้ำที่ซึมอยู่กลายเป็นน้ำแข็งทันที เพนหันหลังก่อนจะเดินนำทางต่อไป
   “โห แน่ใจหรอว่านั่นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่ศัตรู” ฮอล์ลอฟที่มองเหตุการณ์อยู่นานสะกิดบาสให้มองแอสแซสซินแช่แข็ง
“งี้แหละครับ คนเค้าเป็นห่วงกันจริง ไม่งั้นไม่ช่วยดับร้อนให้งี้หรอก ฮ่าๆๆ” บาสหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนลากฮอล์ลอฟเดินตามทุกคนไป
  แกร๊กๆ... เพล้ง!!
พี่แมวดิ้นจนรอยแตกบนน้ำแข็งขยายขึ้นและแตกกระจายออก ก่อนจะวิ่งตามบาสไป “รอ.. รอผมด้วยคร้าบ~”

  แกว๊ก!!
เสียงของเดรก มังกรตัวสีฟ้าท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูตัวหนึ่งดังขึ้น มันอ้าปากอวดเขี้ยวแหลมคมขู่ไม่ให้แนนไปแตะต้องตัวมัน
   “ว้าย น่ารักเชียว แม่ขอจับไปเลี้ยงไม่ได้จริงๆหรอ?” แม่ชีตัวป่วนค่อยๆเอาผ้าห่อมังกรตัวน้อยใส่ลงไปในเป้ของตนเอง
เจ้ามังกรส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  ฮอล์ลอฟมองแล้วก็พูดอย่างอมยิ้ม
 “ผมว่า ปล่อยมันไว้ตามธรรมชาติดีกว่านะครับ ถ้าสะสมเศษลูกแก้วครบ ผมสัญญาว่าจะหาให้คุณเลี้ยงซักตัว”
“ว้าว จริงนะ?!” แนนอุทานอย่างดีใจ พิ้งที่เดินอยู่ด้านหลังเกิดอาการอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นฮอล์ลอฟกับแนนสนิทสนมกัน
เมื่อมังกรน้อยถูกปล่อยเป็นอิสระ มันบินไปสมทบกับเดรโก้ มังกรขนาดกลางสีส้มอ่อน บรรดามังกรล้วนแต่ออกห่างจากแนน

    “พวกมันเป็นอะไรอ่า เหมือนมันกลัวอะไรสักอย่างเลย” แนนพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงมังกร ทั้งๆที่ในมือยังถือผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่อยู่
“ผมว่ามันกลัวกลายเป็นมังกรฉบับพกพาล่ะมั้งครับ อย่ามัวแต่สนใจมังกรสิ  ดูซะก่อนว่าเรามาถึงไหนกันแล้ว” ไฮค์พูดพลางชี้ไปเบื้องหน้า

     มันคือทางเข้าถ้ำใต้ภูเขาไฟ ในสายตาของบาสมันเหมือนประตูนรกไม่มีผิด ผนังทางเข้าถ้ำมีหินหลอมเหลวสายเล็กๆไหลย้อยลงมาตลอดเวลา
แสงสีแดงจากหินหลอมเหลวส่องสว่างไปทั่วทั้งปากทางเข้า ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนจะอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ได้ เถ้าถ่านจากภูเขาไฟตกลงมาช้าๆ

    “เอ่อ... เราไม่คิดจะ.... เหวย~”  ยังไม่ทันที่บาสจะพูดจบ ไฮค์วิ่งลากเพนและบาสเข้าไปในถ้ำทันที ทุกคนรีบวิ่งตามเข้าไป
“นี่นายทำบ้าอะไร ยังไม่ทันเตรียมตัวเลยเล่นลากเข้ามางี้ได้ไง” บาสพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย ฮอล์ลอฟเดินตามเข้ามาอย่างช้าๆ
“ร้อนว้อย อ้าก!!!” พี่แมวที่หยิบหินสีน้ำตาลเข้มก้อนหนึ่งขึ้นมา ถึงกับสะบัดมือทันที หินก้อนนั้นร้อนมากจนมือของเขาพอง

    “รักษาขั้นสูง”
ด้วยเวทมนต์ของแนน แผลบนมือของพี่แมวหายไปอย่างรวดเร็ว เพนใช้กริชเขี่ยหินก้อนนั้นช้าๆ ก่อนจะแอบใส่ลงไปในกระติกน้ำร้อน
“ทางมันซับซ้อนงี้ เราจะเดินไปทางไหนเนี่ย?” พิ้งกวาดสายตามองรอบตัว มีทางเดินบนลาวาเพียงแค่ไม่เส้นทางก็จริง
แต่ลาวาที่อยู่ตามพื้นมันเป็นอุปสรรคที่กำจัดได้ยากมาก

    “ตามผมมาละกันนะครับ” ฮอล์ลอฟเอ่ย ก่อนจะเดินนำทางทุกคนไป พิ้งมองเขาด้วยสายตาชื่นชม
“บาสๆ แกอย่าพึ่งเดือด แค่นี้พี่ก็ร้อนจะแย่แล้ว” พี่แมวกระซิบ มือของบาสกำด้ามขวานแน่น แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มอย่างขำขัน
“เดือดเท่าไรก็สู้พี่กับเพนไม่ได้หรอก” บาสแหย่พี่แมวเล่น แต่ทำเอาแอสแซสซินหนุ่มหน้าซีด
“วิซาร์ดอะไรไม่รู้ โหดเป็นบ้าเลย” พี่แมวพึมพำพลางขยับคอเสื้อเพราะอากาศร้อน
    “เกราะน้ำแข็ง!!!”
“ว้าก ขอโทษคร้าบ ไม่ได้ตั้งใจนินทา” พี่แมวตะโกนขึ้นพร้อมหลับตาปี๋ เขากลัวเพนจะแช่แข็งตัวเขาไว้ที่นี่อีก

   “เป็นอะไรรึเปล่า คุณแมว ผมก็แค่ร่ายเวทย์ทำให้ทุกคนเย็นตัวขึ้นมาหน่อย” เพนพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พี่แมวค่อยๆลืมตาขึ้นมามอง
สายหมอกสีฟ้าใสวนรอบตัวของทุกคน แม้แต่พี่แมวเองก็รู้สึกว่าอากาศไม่ร้อนอย่างที่ควรจะเป็น
“เอ.. ก็ดีแฮะ เย็นดี วู้ว~” พี่แมวกระโดดโลดเต้นไปตามทางเดิน เพนมองตามพร้อมยกไม้เท้าขึ้นช้าๆ...

    “พลังเยือกแข็ง!!!”
“อ้าก~!! จะฆ่ากันรึไง”พี่แมวร้องลั่นทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ “เอ๋... อ้าว เราไม่โดนนี่หว่า”
 “ถ้ายังไม่อยากเป็นแอสแซสซินย่างไฟ ช่วยอย่าเดินนำหน้าด้วยครับ” เพนพูดพลางมองไปด้านบน มันคือลาวาที่หยดย้อยลงมาบนเพดาน
พร้อมที่จะตกใส่ตัวพี่แมว หากแต่มันถูกแช่แข็งเอาไว้ชั่วขณะ

    จิ๊ดๆ ฟุ่บ!!
บางสิ่งพุ่งผ่านเพนไป กระแทกเข้าที่ต้นแขนของพี่แมวอย่างแรง สร้างรอยแผลที่เหมือนโดนมีดกรีดเอาไว้ เลือดของเขาไหลออกมาไม่หยุด
“โอ๊ย!! อะไรฟะ ทำไมมันแสบๆร้อนๆงี้” พี่แมวโวยวายพร้อมมองหาตัวการที่ทำให้เกิดแผล

          เงาของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโฉบลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เล็งที่แขน แต่มันพุ่งลงมาที่คอของพี่แมว
“แทงประกายแสง!!”
ตุ่บ... ซากของค้างคาวพยาบาทตัวหนึ่งตกลงมา มันเป็นค้างคาวสีดำสนิท ศีรษะเป็นหัวกะโหลก
ฮอล์ลอฟใช้ทักษะทางด้านกระบี่โจมตีมันอย่างรวดเร็ว
     “ระวังด้วยล่ะ นั่นมันแค่ตัวที่หลงฝูงมา ถ้านับทั้งฝูง พวกมันมีมากกว่าร้อยตัว” ประโยคสั้นๆง่ายๆทำให้พี่แมวถึงกับตัวสั่น
ตัวเดียวยังน่ากลัวขนาดนี้ หากมันมาทั้งฝูงเขาไม่กลายเป็นอาหารให้พวกมันเลยรึ?

 ตุ่บ... ตุ่บ.... เสียงฝีเท้าของคนทั้งเจ็ดก้องไปทั่วถ้ำใต้ภูเขาไฟ บรรดานกจุ๊เพลิงและค้างคาวพยาบาทไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้
เพียงแค่บินโฉบลงมา มันก็ถูกประกายแสงจากกระบี่ของฮอล์ลอฟปักเข้าที่กลางตัวซะแล้ว
แต่ถึงกระนั้น บางสิ่งที่ติดตามพวกเขามาห่างๆก็ยังจ้องมองพวกเขาไม่คลาดสายตา

    อากาศเริ่มร้อนและหายใจลำบากเข้าไปทุกขณะ แม้จะมีไอเย็นจากเวทมนต์ของเพน แต่มันก็แทบไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย
ทางเดินในตอนนี้แคบลงเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่ทุกคนต้องกระโดดข้ามลาวา หรือเหยียบบนแผ่นหินที่อยู่กลางกระแสหินหลอมเหลว

      ครึ่ก!!...
เสียงของบางสิ่งดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่กระจายไปทั่ว ควันนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ไฮค์มองรอบตัวอย่างตื่นตระหนก

     ฟู่ว!!
ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นรอบตัว เสียงเหมือนบางสิ่งผุดขึ้นมาจากแม๊กม่า  ไอร้อนแผ่ขยายขึ้นมาเรื่อยๆ

“สายลมเหมันต์!!!”
เพนตะโกนขึ้นพร้อมกับลมหนาวพุ่งเข้าปะทะกับสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในควันสีขาว ควันและไอร้อนถูกพัดพาไปหมด

       สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าทุกคนคือสิ่งมีชีวิตประหลาดชนิดหนึ่ง ร่างกายเหมือนสร้างจากหยาดหยดของหินหลอมเหลว
ใบหน้าไร้ซึ่งเอกลักษณ์ เพราะมันหลอมละลายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ หางของมันยาวครึ่งหนึ่งของความสูงทั้งหมด
มันอยู่ในชุดเกราะสีทองคล้ายกับเทพเจ้าของอียิปต์โบราณ ควันสีขาวพุ่งขึ้นมาจากปล่องหลังศีรษะเป็นระยะๆ

        “สวัสดี ไพโร เจ้าแห่งการลุกไหม้  นานเท่าไรแล้วนะที่ข้าไม่ได้มาเยี่ยมเจ้า” ฮอล์ลอฟทักทายดั่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา
“ก็แค่... เกือบๆหกร้อยปีเท่านั้นเอง ไม่รู้ว่าข้านับวันผิดรึเปล่า เจ้าไม่ได้ทิ้งปฎิทินไว้ให้ข้าซะหน่อย ฮ่าๆๆ”
สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่าไพโรตอบกลับพร้อมเล่นมุข น้ำเสียงของมันไม่ต่างกับมนุษย์สักเท่าไร
“เอ๋?! นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมงงไปหมดแล้ว” บาสพูดแทรกขึ้น พร้อมกับหลายๆคนที่แสดงความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้านี่อ่ะนะ?” ฮอล์ลอฟพูดขึ้นพลางเอามือตบเกราะบนไหล่ของไพโร ก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็วเพราะความร้อน
“ข้าเป็นสหายของฮอล์ลอฟ เดิมทีข้าก็เป็นมนุษย์แบบพวกเจ้านี่แหละ แต่ว่าในสงครามครั้งนั้น บทอัญเชิญอิกนัสมันผิดพลาด.....ข้าก็เลย...”
“เอาล่ะๆ ที่ข้ามาที่นี่เพื่อถามอะไรเจ้าหน่อย” ฮอล์ลอฟถามขึ้น “หลายวันที่ผ่านมา มีทหารของทางการมาหาเจ้าบ้างมั้ย?”
“ทหารหรอ?... เอ... จำได้ว่ารอบล่าสุดที่มีมนุษย์มา มันมีพาลาดินที่ไหนไม่รู้แบกกองสมบัติมาให้ข้าเอาไป...”
“พอๆๆ หยุดก่อนๆ เอาเรื่องนี้ให้จบก่อน” ฮอล์ลอฟรีบยกมือห้ามไพโรไม่ให้นอกเรื่อง สีหน้าของเขาดูร่าเริงที่ได้มาพบสหายรัก

         “จริงๆแล้วมันก็มีอยู่หรอก แต่ข้ายังไม่ทันได้ออกมาพบพวกเขา มันมีจอมเวทย์คนหนึ่งสังหารพวกนั้นไปหมดซะก่อน เหลือแต่รายหนึ่งที่วิ่งหนีไป”
ไพโรเล่าเหตุการณ์ให้ฮอล์ลอฟฟัง คำว่าจอมเวทย์ทำให้เพนหันมาสนใจสิ่งที่เขาเล่าทันที
“ถ้าข้าจะออกมา ข้าก็เกรงว่าจะโดนมันจับไปออกแสดงตามงานวัด” ไพโรพูดอย่างติดตลกนิดๆ ก่อนจะโดนฮอล์ลอฟเอากระบี่ตีไหล่
“ข้าก็เลยนิ่งเฉยไว้ ไหลไปตามลาวาเอาใจช่วยทหารคนนั้นให้รอดตาย แต่เค้าก็ทนความร้อนไม่ไหวเสียก่อน”

         “งั้น ภาพที่ทหารคนนั้นถ่ายไว้ได้ นั่นก็ไม่ใช่ฝีมือเจ้าล่ะสิ” ฮอล์ลอฟถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อย่าว่าแต่ทำร้ายใครเลย วันๆข้าเอาแต่นั่งเฝ้ากองเงินกองทองของ....” ไพโรเริ่มพาออกนอกเรื่อง ฮอล์ลอฟจึงยกมือขึ้นห้ามอีกครั้ง
“เอาดีๆล่ะ... ถ้าถามถึงไอแสงสว่างสีขาวกะเสียงดังแช๊ะๆจากกล่องสีดำๆนั่นล่ะก็ ตอนนั้นข้าไม่ได้โผล่หางออกมาเลยสักติ๊ดเดียว”
ไพโรพูด ฮอล์ลอฟมองตาเพื่อนสนิทของเขา ในแววตานั้นมีแต่ความซื่อตรง
“เค้าเรียกว่ากล้องถ่ายรูป... สักวันข้าจะแก้คำสาปให้เจ้าและพาออกไปโลกภายนอกบ้างล่ะ ให้ไปเปิดหูเปิดตาซะบ้าง”
ฮอล์ลอฟยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้

       “เอ้อ ที่ข้ามาที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาเอาสิ่งที่ข้าฝากเจ้าไว้” ฮอล์ลอฟเริ่มประเด็นสำคัญขึ้น
“อ๋อ พวกเหรียญทอง อัญมณี รึว่า... เจ้าคงไม่ได้หมายความถึงมันนะ?!” ไพโรหรี่ตาลง ลาวาไหลย้อยจากเปลือกตาลงไปเป็นสาย
“ใช่เลย เจ้าคิดถูกแล้ว  มีดเล่มนั้น นำมันออกมาให้ข้าที” ฮอล์ลอฟตอกย้ำความเข้าใจของไพโร  สหายในร่างอสูรจึงยอมมุดลงไปในลาวา

สักพักเขาก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับมีดที่มีใบมีดเป็นเหล็กสีส้มเรืองแสงเล่มหนึ่ง “มีดเล่มนี้อ่านะ?!”
“เอ้ย อย่าบอกนะว่าเจ้าเอาสมบัติของข้าไปไว้ด้านล่างนั่น มันไม่ละลายไปหมดแล้วรึ?!” ฮอล์ลอฟร้องเสียงหลง
“เปล่าๆ ข้าแค่เอามันไปไว้ในถ้ำอีกฝั่ง จะเข้าไปได้ต้องดำลงไปในแม๊กม่าพวกนี้ นอกจากข้า ใครจะทำได้ล่ะ?”
“โอ้.. โล่งไป ขอบใจมากนะ” ฮอล์ลอฟถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาขยับมือร่ายวงเวทย์สีฟ้าใส่มีด พร้อมกับรับมีดเล่มนั้นมา ก่อนจะส่งต่อให้กับพี่แมว

     “เห? ให้ผมหรอ??” พี่แมวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจปนประหลาดใจ เขาพลิกมีดไปมา ก่อนจะลองฟันไปที่กระติกน้ำร้อน!!
เคล้ง!!
ประกายไฟสีส้มสว่างขึ้น หนังสัตว์ที่หุ้มกระป๋องเหล็กบริเวณนั้นเอาไว้เผาไหม้และหายไปกับตา
“โห.. ดีใช่ย่อยนะนี่” พี่แมวกระโดดชูมีดไปมา ในวินาทีนั้นเงาสีดำพุ่งตรงมาที่เขา!! เพนผลักพี่แมวหลบทันอย่างฉิวเฉียด

     “อนูบิส... ก้าวมาข้างหน้า ส่งมีดเล่มนั้นมา...” ชายลึกลับนั่นเอง ไพโรหันไปมองอย่างตกใจ
“เฮ้ย ฮอล์ลอฟ เจ้านั่นแหละที่ฆ่าทหารของทางการ” ไพโรพูดพลางชี้นิ้วไปที่ชายลึกลับ
“โอ๊ะโอ๋.. เหมือนเราจะมีเพื่อนใหม่... เป็นกึ่งอสูรซะด้วย... อย่างไรก็ตาม ส่งเศษลูกแก้วในมือเจ้ามา อนูบิส!!!” ชายลึกลับตะโกนก้อง
“เนี่ยอ่ะนะ เศษลูกแก้ว” แอสแซนซินหนุ่มพลิกมีดดูอีกรอบ ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งที่ฝังอยู่ในด้ามมีด ผลึกแก้วสีดำอันหนึ่ง.....

     “เจี๊ยก!! ไหงไม่บอกกันก่อนละฟะ ว่ามันเป็นของมีค่าขนาดนี้” พี่แมวกระชากคอเสื้อของฮอล์ลอฟขึ้นมา ก่อนจะชี้ไปที่มีด
           ฟุ่บ!! เพล้ง!!
 แท่งน้ำแข็งแท่งหนึ่งพุ่งเข้าปักลงที่เท้าของพี่แมว ก่อนจะแตกกระจายไป  “จะรีรออะไรอยู่  ถ้าเจ้าไม่ส่งมา  พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตาย!!”
ดวงตาของชายลึกลับเบิกกว้าง เหงื่อของเขาค่อยๆหยดลงมาอย่างช้าๆ ไพโรมองทุกการกระทำ ก่อนจะตัดสินใจ....

         “ชนวนแห่งการลุกไหม้!!”
ชายลึกลับถูกคำสาปแห่งไฟเข้าไปทันที เปลวเพลิงลุกพรึ่บขึ้นที่ผ้าคลุมของเขา มันลามขึ้นไปบนตัวชายลึกลับอย่างช้าๆ
“พวกเจ้ารีบหนีออกไป ข้าจะจัดการมันเอง รับนี่เอาไว้!!” ไพโรเสกลูกแก้วสีเพลิงลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฮอล์ลอฟ ที่รับมันเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ
    “ลูกศรเวทย์”
ชายลึกลับเสกลูกพลังสีฟ้าขึ้นมา ก่อนจะสั่งให้มันพุ่งเข้าไปใส่ไพโรเต็มแรง แต่พลาดเป้าไป

       ลูกแก้วในมือของฮอล์ลอฟเรืองแสงขึ้น พร้อมกับแสงสีแดงที่ล้อมเข้าหาทุกคน
“หมอกแห่งเทอร์ร่า!!”
หมอกพิษสีเขียวของชายลึกลับพุ่งเข้าใส่คณะเดินทาง เป็นเวลาเดียวกับที่ทุกคนถูกส่งออกมานอกถ้ำโดยพลังของไพโร
“อึ่ก...” บาสยืนพิงต้นไม้ที่ไร้ใบหน้าถ้ำภูเขาไฟ  สีหน้าของเขาเหมือนคลื่นไส้สุดๆ เส้นเลือดตามมือเริ่มปูดโปนขึ้นมา ลายเส้นสีเขียวเริ่มลามไปตามตัว!!

      “พิษแห่งเทอร์ร่า นายคงสูดเอาหมอกพิษของเจ้านั่นเข้าไป” เพนพูดขึ้นอย่างร้อนรน พลางหันไปหาแนน
“รักษาขึ้นสูง!! ฟื้นฟูขึ้นสูง!!”
แนนใช้พลังเวทย์แสงรักษาให้กับบาส หากแต่มันไม่ได้ดีขึ้นเลย สีหน้าของเขากลับแย่ลงมากกว่าเดิม
“วันนี้เราพักกันแถวนี้เถอะ พิษนี่มันต้องรอเวลาอย่างเดียว จะใช้ยาก็หายช้าอยู่ดี ฝืนเดินต่อไปจะช้ำในเปล่าๆ” ฮอล์ลอฟเอ่ยขึ้น
 “แล้วเราจะปลอดภัยหรอคะ ชายลึกลับนั่น...” พิ้งพูดขึ้นอย่างกังวล
“ชนวนแห่งการลุกไหม้ เวทมนต์ของไพโรบทนั้น ต่อให้มีร่างกายเป็นอมตะ แต่ในไม่นานมันก็จะกลายเป็นผุยผงอย่างแน่นอน ไว้ใจได้เลย”
ฮอล์ลอฟปลอบใจทุกคนให้หายกังวล ก่อนจะเริ่มก่อกองไฟและต้มน้ำ พร้อมกับไฮค์ที่แบกเสาไม้ไปกางกระโจมกับพี่แมว

     แสงของวันใหม่ส่องเข้ามาทางผ้าปิดประตูกระโจมที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม กระทบลงบนแก้วไวน์ที่บรรจุบางสิ่งไว้
“นี่นาย  รีบๆกินซะสิ ยาแก้วเดียวเอง” เสียงของเด็กสาวดังขึ้น เธออยู่ในกระโจมกับบาสและแนน
“ง่า.. ก็กลัวว่ามันจะขมหนิ” บาสโอดครวญพร้อมกับเอายาเม็ดใส่ลงไปในแก้ว น้ำในนั้นเป็นสีเขียวๆดูเหมือนว่าจะขมมาก ก่อนจะดื่มยาลงคอไป
“แค่กๆๆ.. โอย ทำไมมันเปรี้ยวอย่างนี้” เขาหลับตาปี๋ “เปรี้ยวจนน้ำตาไหลแล้ว แม่คุณเอาผลเซลล่ามาต้มให้ผมกินรึไงเนี่ย แค่กๆ”

    ปึ้ก!!
“แอ๊ก... จุก...” บาสทำตาถลน “อ้าว ว่าไง หายดีรึยังพ่อหนุ่ม?” ฮอล์ลอฟเดินเข้ามาในกระโจมพร้อมกับทักทาย
“ก็.. คิดว่าหายดีแล้วล่ะครับ ถ้าผมช้ำใน นั่นไม่ได้เพราะพิษแห่งเทอร์ร่าหรอกนะ..” บาสชำเลืองมองไปทางพิ้งมองตาขวางใส่เขา
“นายนี่ เอาอีกสักทีมั้ย?!” พิ้งพูดพลางเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม ฮอล์ลอฟลากคอบาสให้เดินออกไปนอกกระโจมเพื่อระงับเหตุการณ์

   “พร้อมกันรึยังครับ? วันนี้เราต้องรีบเดินทาง” เพนพูดขึ้น เขาอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง ไฮค์ลำเลียงสัมภาระขึ้นไปบนหลังม้าตัวนั้นจำนวนมาก
“เฮ้ย ให้มันแบกของงั้นมันไม่เหนื่อยตายเรอะ?! แล้ว แก...” พี่แมวที่ห้อยหัวลงมาจากต้นไม้มองอย่างฉงน

     “ภูติแห่งดิน ม้าตัวนี้คือสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากพลังแห่งพสุธา พละกำลังมันมากกว่าที่คุณแมวคิดไว้ซะอีก” เพนเอ่ยตัดบทพี่แมว ทั้งๆที่เขายังถามไม่จบ
“เราจะไปที่ไหนกันต่อหรอ?” แนนเดินจับมือกับฮอล์ลอฟออกมาจากกระโจม พิ้งตวัดดาบทั้งสองในมืออย่างไม่สบอารมณ์
    “เซาท์เทิร์นฟอร์ท เราจะไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเซอร์อเล็กซ์”  ไฮค์พูดพลางหอบกระเป๋าใบใหญ่ใบสุดท้ายไปไว้บนหลังม้า

    “ห๊า?! พะ..พ่อ ..  เอ้ย!! เซอร์อเล็กซ์?!” บาสอุทานอย่างตกใจ สีหน้าแสดงให้เห็นถึงความลำบากใจในบางสิ่ง
“อย่าคิดมากเลย แค่ไปรายงานสถานการณ์น่ะ” ฮอล์ลอฟพูดขึ้นอย่างรู้ทัน ก่อนจะขยี้หัวบาสเล่นและกระซิบเบาๆ
“ รึว่าแกกลัวพ่อของแกจะลงโทษที่หนีออกจากบ้าน?”   เพียงแค่ประโยคสั้นๆทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหน้าซีด

    “เอาล่ะๆ รีบเดินทาง ถ้าแดดออกแล้วมันร้อนมาก ผมไม่รู้ด้วยนะ” เพนกระชากบังเหียนบังคับทิศทางให้ม้าเดินหน้า ไฮค์เดินตัวปลิวตามเพนไป

     แม้จะเป็นยามเช้า แต่แสงที่ส่องลงมาในทะเลทรายกลับร้อนระอุราวกับเที่ยงวัน ต้นไม้ตามทางล้วนแต่แห้งเฉา ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต
โกเลม สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเวทมนต์และก้อนอิฐ เดินไปเดินมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
     “นี่ๆ แนน เอาผ้าผืนนี้ปิดหน้าไว้สิ เดี๋ยวผิวจะไหม้เอานะ” ฮอล์ลอฟยื่นผ้าสีขาวผืนหนึ่งให้แนน พิ้งมองตามด้วยสายตาแปลกๆ
 
   บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นกจุ๊ นกประหลาดตัวอ้วนที่บินไม่ได้ตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าเพนไป
ต้นไม้ในบริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวา หญ้าสีเขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่วพื้น พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ราวกับมันไม่ใช่พื้นที่ติดต่อกับทะเลทราย
 เหล่าผีเสื้อล้วนบินไปตามยอดดอกไม้ หารู้ไม่ว่ามันคือเป้าหมายของนักเวทย์มือใหม่ตัวน้อย ที่กำลังเอาคทาเสกลูกไฟให้พุ่งไปเผาพวกมันทีละตัว...

    “ว้าว สวยจังเลยแฮะ” แนนอุทานขึ้นด้วยความตกใจกับสถานที่เบื้องหน้า ทันทีที่เธอเดินพ้นกำแพงเมือง ภาพที่เห็นคือทางเดินลาดยาวไปถึงใจกลางเมือง
บ้านและร้านค้าถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปตามตลาด เสียงของพ่อค้าแม่ขายล้วนแต่ดังก้อง ราวกับจะประชันเสียงกัน
เพนควบม้าพาทุกคนเข้าไปในเมือง

        “ผ้าไหมเนื้อดีถูกๆคร้าบ เมตรละหนึ่งพันบิลล่า ซื้อห้าเมตรแถมฟรีเมตรนึง”
        “เร่เข้ามาๆ เนื้อแมงกะพรุนชั้นดีส่งตรงมาจากเรดคลิฟจ้า ของดีมีน้อยนะคะ”
        “แอปเปิ้ลลูกละยี่สิบบิลล่าจ้า”
        “ร้านนี้ดีกว่าจ้า สามลูกห้าสิบบิลล่า”
        “ส้มสี่ผลสามสิบบิลล่า”
         “ร้านชั้นถูกกว่าเห็นๆ หกผลสี่สิบบิลล่าเท่านั้น!”
         “เฮ้!! แล้วเธอจะมาแย่งลูกค้าชั้นทำไมเนี่ย ยัยบวมน้ำ!!”
         “ของงี้ใครถูกกว่าก็ได้ไปว้อย ยัยโอ่งมังกร!!”

        เสียงป่าวประกาศที่รุนแรงขึ้นทุกทีทำให้แนนและพิ้งไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปหาซื้อของ แม่ค้าทั้งสองคนลุกขึ้นมาลดราคาผลไม้กันยกใหญ่
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปราชัยกันง่ายๆ ผู้คนต่างเดินเข้ามาซื้อผลไม้จากทั้งสองร้าน แน่ล่ะ โอกาสทองแบบนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

    “เฮ้ มานี่ได้แล้ว เก็บของเสร็จค่อยไปตลาดดีกว่านะ” ไฮค์ตะโกนขึ้นมาจากหน้าโรงแรม เพนจองห้องไว้สำหรับทุกคนเรียบร้อยแล้ว
พิ้งและแนนเดินเข้าไปในโรงแรม บรรยากาศเหมือนกับย้อนไปในสมัยกลาง จากมุมนี้สามารถมองเห็นบาร์เครื่องดื่มที่เป็นจุดเด่นของโรงแรมแห่งนี้
“เลือกเอาเลยครับ ว่าจะเอาห้องไหน” เพนยื่นมือออกมา ในนั้นมีกุญแจอยู่สามดอก
“ห้องไหนก็ได้ แต่ขอเป็นการส่วนตัว” ฮอล์ลอฟคว้ากุญแจดอกหนึ่งไปโดยไม่ได้มอง แต่ทันทีที่สัมผัสเขาก็รู้ว่ามันคือห้องไหน
“แม่ขอห้องทางซ้ายละกันนะ” แนนพูดขึ้นพร้อมกับเพนที่หยิบกุญแจดอกหนึ่งให้ ไฮค์ลากสัมภาระของพิ้งและแนนไปไว้หน้าห้องนั้น
“งั้นคืนนี้ ผมจะพักกับคุณแมว บาส และไฮค์ละกันนะ” เพนเอ่ยขึ้นเรียบๆ ประตูห้องของเพนเปิดออกด้วยพลังบางอย่าง
พร้อมกับสัมภาระที่พุ่งเข้าไปในห้อง นั่นรวมถึงตัวพี่แมวและเป้ของเขาด้วย.....

 โครม!! “แอ๊ก... เจ็บนะเฟ้ย แกทำอะไรกับชั้น ห๊า!?”

พี่แมวตวาดขึ้นมาจากในห้อง เขาถูกกองสัมภาระพุ่งกระแทกเต็มๆตัว ด้วยเวทมนต์ของเพนนั่นเอง...
“แหม่ๆ มันต้องมีพลาดกันบ้างสิครับ” เพนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไฮค์มองเพนด้วยสายตาหวาดกลัว “เอ่อ.. ถ้าแกแค้นคุณแมว แกพูดดีๆก็ได้นะ...”

    

หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #98 เมื่อ: 17-10-2009, 12:54:44 »

แหงะ พิมผิดอีก แก้แปป Embarrassed  20000ตัวอักษรต่อการโพส1ครั้ง มันน้อยไป ต้องแบ่งเป็นสองส่วน  Cry

หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #99 เมื่อ: 17-10-2009, 12:55:52 »

บทที่26: ถ้ำใต้ภูเขาไฟ

     พลั่ก!!
 เสียงของบางสิ่งกระแทกเข้าที่หน้าอกของแอสแซสซินหนุ่ม เขาปัดมันออกไปอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะหันกลับมามองว่ามันคืออะไร....
“เมี๊ยว...” เสียงของแมวตัวหนึ่งดังขึ้น สิ่งที่อยู่ใต้พรมคือแมวตัวน้อย มัดจังนั่นเอง ในมุมมืด นายหญิงของมันเดินออกมาอย่างช้าๆ

     “นี่ พวกนายจะฆ่าแมวชั้นรึไง” พิ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “แล้วกลางดึกแบบนี้ พวกนายออกมาทำอะไรนิ”
“ก็แมวมันจะเข้าห้องน้ำ ผมเลยออกมาเป็นเพื่อน พอดีที่ห้องผมน้ำมันสีแปลกๆ” ไฮค์พูดพลางหันไปล็อคคอพี่แมวลงมา

“แล้ว... ดึกๆดื่นๆแบบนี้ พิ้งออกมาทำอะไรเรอะ?!มัดจังเกือบทำผมหัวใจวายตาย” พี่แมวถามกลับ มือทั้งสองพยายามแกะคอตัวเองออกจากมือของไฮค์
“กะ.. ก็ พิ้งนอนไม่หลับนิ แล้วแมวของพิ้งหายไป พิ้งเลยออกมาตามหา” น้ำเสียงของพิ้งตะกุกตะกัก ราวกับพยายามปิดบังบางสิ่งไว้
“เอาเถอะๆ ขอไปห้องน้ำก่อนละกัน จะราดแล้ว.... ฮือ....” พี่แมวพูดพลางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังห้องน้ำที่ปลายระเบียงพร้อมกับลากไฮค์ไปด้วย

พิ้งรอทั้งสองพ้นจากสายตาไป ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องทางขวา ในห้องนั้นเหมือนห้องรับแขกทั่วไป คือมีเก้าอี้นวม และเตาผิงที่จุดไฟไว้
“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ.. ” เสียงๆหนึ่งดังขึ้นทันทีที่พิ้งปิดประตูลง และทิ้งตัวลงบนเก้าอี้หน้าเตาผิง ผ้าม่านถูกอำนาจบางอย่างดึงลงมาให้ปิดสนิท
โคมไฟทุกดวงดับลง เหลือแต่แสงจากเตาผิงเท่านั้น

    “เรน่า.. ท่านคงรู้แล้วใช่มั้ย ว่าฮอล์ลอฟทราบเรื่องของพวกท่าน รวมทั้งตัวลูกเอง” พิ้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
 แมวของเธอหันมามอง ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงของเรน่า “ข้าเห็นความหวั่นไหวในจิตใจของเจ้า...”
   “ สิ่งที่พ่อของเจ้าและข้ามอบหมายให้ทำ จงทำให้สำเร็จ”
   “แต่...”
   “รึว่าเจ้าอยากให้แม่ของเจ้าไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกต่อไปล่ะ” เรน่ายื่นคำขาด พิ้งสะอึกก่อนจะก้มหน้าลง
   “ตกลงค่ะ…”

       พาลาดินผู้หนึ่งแอบฟังเหตุการณ์อยู่ที่หน้าประตูที่แง้มไว้ ภาพที่เขามองเห็นคือเด็กสาวบนเก้าอี้นวมที่หันหลังให้
และแมวตัวหนึ่งกำลังสนทนากัน แม้มีแสงเพียงน้อยนิด แต่ก็พอจะทำให้รู้ได้ว่าเด็กสาวคนนั้นคือใคร..

      แกร๊ก!!
 เสียงปิดประตูดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับผ้าม่านที่ปลิวไสว พิ้งหันไปมองอย่างตกใจ
“คงเพราะลมน่ะ... เจ้าควรจะรีบกลับไปได้แล้ว ก่อนที่ทุกคนจะสงสัย” เรน่าเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนที่จะออกจากร่างของแมวตัวน้อยไป


    “เสร็จรึยังคร้าบ พี่แมว จะอยู่ในนั้นอีกนานมั้ย?” บาสตะโกนขึ้นพลางทุบประตูห้องน้ำอย่างแรง
แสงอาทิตย์ส่องผ่านผ้าม่านสีแดงเข้ามา แอสแซสซินหนุ่มหายเข้าไปในห้องน้ำตั้งแต่เช้ามืดแล้ว

        “สงสัยจะจมน้ำในอ่างตายไปแล้วมั้ง ยิ่งสติไม่ค่อยจะดีอยู่” ไฮค์พึมพำ
        แกร๊ก
“ขอโทษครับที่ให้รอ เราจะไปกันรึยัง?” พี่แมวในชุดแอสแซสซินเดินออกมาจากห้องน้ำ เขาอุ้มกองผ้าเช็ดตัวที่เหมือนห่อบางสิ่งเอาไว้จำนวนมาก
“พร้อมนานแล้วล่ะครับ... เห... สบู่ในห้องน้ำหายไปไหนหมดนิ?!” บาสมองไปทางพี่แมวอย่างไม่ไว้ใจ พร้อมกับไฮค์ที่ดึงผ้าผืนนั้นออก
ก้อนสบู่จำนวนมากตกลงใส่พรมสีแดง

   “แหะๆ... ไหนๆก็ไม่มีใครใช้ พี่ขอพกไปด้วยหน่อยจะเป็นไรไป” พี่แมวยิ้มพลางเกาหัว เพนหัวเราะนิดๆก่อนจะลากพี่แมวเข้าไปในมุมแต่งตัว

    พลั่ก!! “โอ้ย”     ตุ้บ!! “ทำผมทำไมคร้าบ”    ปึ้ก!! “เจ็บนะว้อย”
 เสียงของบางสิ่งอัดกระแทกพี่แมวดังออกมาจากข้างหลังฉากที่บังอยู่
เพนเดินออกมาช้าๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่แมวค่อยๆคลานออกมาอย่างเจ็บปวด “โอย... แค่สบู่นิดหน่อยเอง ไม่เห็นต้องทำงี้เลย”
“รีบไปที่ด้านล่างเถอะครับ ทุกคนกำลังรออยู่” เพนพูดขึ้นพร้อมจ้องพี่แมวด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะเดินนำลงไปด้านล่าง

      ตุ่บ... พิกม่า แพะจิ๋วตัวน้อยกระโดดลงจากโขดหิน ก่อนจะมุดเข้าไปในอุโมงค์เล็กๆ   ร็อค หมูขนาดใหญ่ล้วนแต่กระสับกระส่ายเพราะอากาศที่ร้อนจัด
“โอย.. ร้อนเฟ้ย ร้อนยิ่งกว่าแถวๆป้อมปราการตะวันออกซะอีก” พี่แมวโวยวายด้วยความอารมณ์เสีย แน่ล่ะสิ เขาไม่ได้กินข้าวเช้าเพราะมัวแต่อาบน้ำ

     แกร๊บ...
ผ้าในมือของแนนมีเกล็ดน้ำแข็งขึ้นมาเกาะ แนนใช้ผ้าผืนนั้นเช็ดหน้าอย่างสบายใจ เพนมองผ้าในมือแนนอย่างสนใจ ก่อนจะเดินไปเปิดกระเป๋าของไฮค์
“โห มีผ้าเย็นไม่แบ่งกันเลยนะคร้าบ” เสียงของพี่แมวโวยวายขึ้น

     เพนหันไปมองและยิ้มน้อยๆ ก่อนที่พี่แมวจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป เขาก็โดนพันด้วยผ้าเช็ดตัวซะแล้ว...
“เพน ใจเย็นก่อนดีกว่ามั้ง แกแค้นคุณแมวมาตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” ไฮค์พูดขึ้น พลางห้ามเพื่อนไม่ให้ฆาตกรรมพี่แมว
“ก็เห็นเค้าร้อน เราก็ต้องช่วยเหลือ...” เพนไม่ยอมหยุด ซ้ำร้ายยังเอาน้ำในขวดราดผ้าผืนที่พันพี่แมวไว้

    “พลังเยือกแข็ง!!”
กร๊อป!! แกร๊กๆ!! ไอเย็นจำนวนมากพุ่งเข้าปะทะกับผ้า น้ำที่ซึมอยู่กลายเป็นน้ำแข็งทันที เพนหันหลังก่อนจะเดินนำทางต่อไป
   “โห แน่ใจหรอว่านั่นเพื่อนร่วมทีม ไม่ใช่ศัตรู” ฮอล์ลอฟที่มองเหตุการณ์อยู่นานสะกิดบาสให้มองแอสแซสซินแช่แข็ง
“งี้แหละครับ คนเค้าเป็นห่วงกันจริง ไม่งั้นไม่ช่วยดับร้อนให้งี้หรอก ฮ่าๆๆ” บาสหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนลากฮอล์ลอฟเดินตามทุกคนไป
  แกร๊กๆ... เพล้ง!!
พี่แมวดิ้นจนรอยแตกบนน้ำแข็งขยายขึ้นและแตกกระจายออก ก่อนจะวิ่งตามบาสไป “รอ.. รอผมด้วยคร้าบ~”

  แกว๊ก!!
เสียงของเดรก มังกรตัวสีฟ้าท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูตัวหนึ่งดังขึ้น มันอ้าปากอวดเขี้ยวแหลมคมขู่ไม่ให้แนนไปแตะต้องตัวมัน
   “ว้าย น่ารักเชียว แม่ขอจับไปเลี้ยงไม่ได้จริงๆหรอ?” แม่ชีตัวป่วนค่อยๆเอาผ้าห่อมังกรตัวน้อยใส่ลงไปในเป้ของตนเอง
เจ้ามังกรส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร  ฮอล์ลอฟมองแล้วก็พูดอย่างอมยิ้ม
 “ผมว่า ปล่อยมันไว้ตามธรรมชาติดีกว่านะครับ ถ้าสะสมเศษลูกแก้วครบ ผมสัญญาว่าจะหาให้คุณเลี้ยงซักตัว”
“ว้าว จริงนะ?!” แนนอุทานอย่างดีใจ พิ้งที่เดินอยู่ด้านหลังเกิดอาการอารมณ์เสียอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นฮอล์ลอฟกับแนนสนิทสนมกัน
เมื่อมังกรน้อยถูกปล่อยเป็นอิสระ มันบินไปสมทบกับเดรโก้ มังกรขนาดกลางสีส้มอ่อน บรรดามังกรล้วนแต่ออกห่างจากแนน

    “พวกมันเป็นอะไรอ่า เหมือนมันกลัวอะไรสักอย่างเลย” แนนพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเป็นห่วงมังกร ทั้งๆที่ในมือยังถือผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่อยู่
“ผมว่ามันกลัวกลายเป็นมังกรฉบับพกพาล่ะมั้งครับ อย่ามัวแต่สนใจมังกรสิ  ดูซะก่อนว่าเรามาถึงไหนกันแล้ว” ไฮค์พูดพลางชี้ไปเบื้องหน้า

     มันคือทางเข้าถ้ำใต้ภูเขาไฟ ในสายตาของบาสมันเหมือนประตูนรกไม่มีผิด ผนังทางเข้าถ้ำมีหินหลอมเหลวสายเล็กๆไหลย้อยลงมาตลอดเวลา
แสงสีแดงจากหินหลอมเหลวส่องสว่างไปทั่วทั้งปากทางเข้า ไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนจะอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ได้ เถ้าถ่านจากภูเขาไฟตกลงมาช้าๆ

    “เอ่อ... เราไม่คิดจะ.... เหวย~”  ยังไม่ทันที่บาสจะพูดจบ ไฮค์วิ่งลากเพนและบาสเข้าไปในถ้ำทันที ทุกคนรีบวิ่งตามเข้าไป
“นี่นายทำบ้าอะไร ยังไม่ทันเตรียมตัวเลยเล่นลากเข้ามางี้ได้ไง” บาสพูดขึ้นอย่างอารมณ์เสีย ฮอล์ลอฟเดินตามเข้ามาอย่างช้าๆ
“ร้อนว้อย อ้าก!!!” พี่แมวที่หยิบหินสีน้ำตาลเข้มก้อนหนึ่งขึ้นมา ถึงกับสะบัดมือทันที หินก้อนนั้นร้อนมากจนมือของเขาพอง

    “รักษาขั้นสูง”
ด้วยเวทมนต์ของแนน แผลบนมือของพี่แมวหายไปอย่างรวดเร็ว เพนใช้กริชเขี่ยหินก้อนนั้นช้าๆ ก่อนจะแอบใส่ลงไปในกระติกน้ำร้อน
“ทางมันซับซ้อนงี้ เราจะเดินไปทางไหนเนี่ย?” พิ้งกวาดสายตามองรอบตัว มีทางเดินบนลาวาเพียงแค่ไม่เส้นทางก็จริง
แต่ลาวาที่อยู่ตามพื้นมันเป็นอุปสรรคที่กำจัดได้ยากมาก

    “ตามผมมาละกันนะครับ” ฮอล์ลอฟเอ่ย ก่อนจะเดินนำทางทุกคนไป พิ้งมองเขาด้วยสายตาชื่นชม
“บาสๆ แกอย่าพึ่งเดือด แค่นี้พี่ก็ร้อนจะแย่แล้ว” พี่แมวกระซิบ มือของบาสกำด้ามขวานแน่น แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มอย่างขำขัน
“เดือดเท่าไรก็สู้พี่กับเพนไม่ได้หรอก” บาสแหย่พี่แมวเล่น แต่ทำเอาแอสแซสซินหนุ่มหน้าซีด
“วิซาร์ดอะไรไม่รู้ โหดเป็นบ้าเลย” พี่แมวพึมพำพลางขยับคอเสื้อเพราะอากาศร้อน
    “เกราะน้ำแข็ง!!!”
“ว้าก ขอโทษคร้าบ ไม่ได้ตั้งใจนินทา” พี่แมวตะโกนขึ้นพร้อมหลับตาปี๋ เขากลัวเพนจะแช่แข็งตัวเขาไว้ที่นี่อีก

   “เป็นอะไรรึเปล่า คุณแมว ผมก็แค่ร่ายเวทย์ทำให้ทุกคนเย็นตัวขึ้นมาหน่อย” เพนพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง พี่แมวค่อยๆลืมตาขึ้นมามอง
สายหมอกสีฟ้าใสวนรอบตัวของทุกคน แม้แต่พี่แมวเองก็รู้สึกว่าอากาศไม่ร้อนอย่างที่ควรจะเป็น
“เอ.. ก็ดีแฮะ เย็นดี วู้ว~” พี่แมวกระโดดโลดเต้นไปตามทางเดิน เพนมองตามพร้อมยกไม้เท้าขึ้นช้าๆ...

    “พลังเยือกแข็ง!!!”
“อ้าก~!! จะฆ่ากันรึไง”พี่แมวร้องลั่นทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบๆ “เอ๋... อ้าว เราไม่โดนนี่หว่า”
 “ถ้ายังไม่อยากเป็นแอสแซสซินย่างไฟ ช่วยอย่าเดินนำหน้าด้วยครับ” เพนพูดพลางมองไปด้านบน มันคือลาวาที่หยดย้อยลงมาบนเพดาน
พร้อมที่จะตกใส่ตัวพี่แมว หากแต่มันถูกแช่แข็งเอาไว้ชั่วขณะ

    จิ๊ดๆ ฟุ่บ!!
บางสิ่งพุ่งผ่านเพนไป กระแทกเข้าที่ต้นแขนของพี่แมวอย่างแรง สร้างรอยแผลที่เหมือนโดนมีดกรีดเอาไว้ เลือดของเขาไหลออกมาไม่หยุด
“โอ๊ย!! อะไรฟะ ทำไมมันแสบๆร้อนๆงี้” พี่แมวโวยวายพร้อมมองหาตัวการที่ทำให้เกิดแผล

          เงาของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กโฉบลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้เล็งที่แขน แต่มันพุ่งลงมาที่คอของพี่แมว
“แทงประกายแสง!!”
ตุ่บ... ซากของค้างคาวพยาบาทตัวหนึ่งตกลงมา มันเป็นค้างคาวสีดำสนิท ศีรษะเป็นหัวกะโหลก
ฮอล์ลอฟใช้ทักษะทางด้านกระบี่โจมตีมันอย่างรวดเร็ว
     “ระวังด้วยล่ะ นั่นมันแค่ตัวที่หลงฝูงมา ถ้านับทั้งฝูง พวกมันมีมากกว่าร้อยตัว” ประโยคสั้นๆง่ายๆทำให้พี่แมวถึงกับตัวสั่น
ตัวเดียวยังน่ากลัวขนาดนี้ หากมันมาทั้งฝูงเขาไม่กลายเป็นอาหารให้พวกมันเลยรึ?

 ตุ่บ... ตุ่บ.... เสียงฝีเท้าของคนทั้งเจ็ดก้องไปทั่วถ้ำใต้ภูเขาไฟ บรรดานกจุ๊เพลิงและค้างคาวพยาบาทไม่กล้าที่จะเข้ามาใกล้
เพียงแค่บินโฉบลงมา มันก็ถูกประกายแสงจากกระบี่ของฮอล์ลอฟปักเข้าที่กลางตัวซะแล้ว
แต่ถึงกระนั้น บางสิ่งที่ติดตามพวกเขามาห่างๆก็ยังจ้องมองพวกเขาไม่คลาดสายตา

    อากาศเริ่มร้อนและหายใจลำบากเข้าไปทุกขณะ แม้จะมีไอเย็นจากเวทมนต์ของเพน แต่มันก็แทบไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย
ทางเดินในตอนนี้แคบลงเรื่อยๆ มีหลายครั้งที่ทุกคนต้องกระโดดข้ามลาวา หรือเหยียบบนแผ่นหินที่อยู่กลางกระแสหินหลอมเหลว

      ครึ่ก!!...
เสียงของบางสิ่งดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวที่กระจายไปทั่ว ควันนั้นหายไปอย่างรวดเร็ว ไฮค์มองรอบตัวอย่างตื่นตระหนก

     ฟู่ว!!
ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นรอบตัว เสียงเหมือนบางสิ่งผุดขึ้นมาจากแม๊กม่า  ไอร้อนแผ่ขยายขึ้นมาเรื่อยๆ

“สายลมเหมันต์!!!”
เพนตะโกนขึ้นพร้อมกับลมหนาวพุ่งเข้าปะทะกับสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในควันสีขาว ควันและไอร้อนถูกพัดพาไปหมด

       สิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าทุกคนคือสิ่งมีชีวิตประหลาดชนิดหนึ่ง ร่างกายเหมือนสร้างจากหยาดหยดของหินหลอมเหลว
ใบหน้าไร้ซึ่งเอกลักษณ์ เพราะมันหลอมละลายเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ หางของมันยาวครึ่งหนึ่งของความสูงทั้งหมด
มันอยู่ในชุดเกราะสีทองคล้ายกับเทพเจ้าของอียิปต์โบราณ ควันสีขาวพุ่งขึ้นมาจากปล่องหลังศีรษะเป็นระยะๆ

        “สวัสดี ไพโร เจ้าแห่งการลุกไหม้  นานเท่าไรแล้วนะที่ข้าไม่ได้มาเยี่ยมเจ้า” ฮอล์ลอฟทักทายดั่งเป็นเพื่อนสนิทของเขา
“ก็แค่... เกือบๆหกร้อยปีเท่านั้นเอง ไม่รู้ว่าข้านับวันผิดรึเปล่า เจ้าไม่ได้ทิ้งปฎิทินไว้ให้ข้าซะหน่อย ฮ่าๆๆ”
สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อว่าไพโรตอบกลับพร้อมเล่นมุข น้ำเสียงของมันไม่ต่างกับมนุษย์สักเท่าไร
“เอ๋?! นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมงงไปหมดแล้ว” บาสพูดแทรกขึ้น พร้อมกับหลายๆคนที่แสดงความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้านี่อ่ะนะ?” ฮอล์ลอฟพูดขึ้นพลางเอามือตบเกราะบนไหล่ของไพโร ก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็วเพราะความร้อน
“ข้าเป็นสหายของฮอล์ลอฟ เดิมทีข้าก็เป็นมนุษย์แบบพวกเจ้านี่แหละ แต่ว่าในสงครามครั้งนั้น บทอัญเชิญอิกนัสมันผิดพลาด.....ข้าก็เลย...”
“เอาล่ะๆ ที่ข้ามาที่นี่เพื่อถามอะไรเจ้าหน่อย” ฮอล์ลอฟถามขึ้น “หลายวันที่ผ่านมา มีทหารของทางการมาหาเจ้าบ้างมั้ย?”
“ทหารหรอ?... เอ... จำได้ว่ารอบล่าสุดที่มีมนุษย์มา มันมีพาลาดินที่ไหนไม่รู้แบกกองสมบัติมาให้ข้าเอาไป...”
“พอๆๆ หยุดก่อนๆ เอาเรื่องนี้ให้จบก่อน” ฮอล์ลอฟรีบยกมือห้ามไพโรไม่ให้นอกเรื่อง สีหน้าของเขาดูร่าเริงที่ได้มาพบสหายรัก

         “จริงๆแล้วมันก็มีอยู่หรอก แต่ข้ายังไม่ทันได้ออกมาพบพวกเขา มันมีจอมเวทย์คนหนึ่งสังหารพวกนั้นไปหมดซะก่อน เหลือแต่รายหนึ่งที่วิ่งหนีไป”
ไพโรเล่าเหตุการณ์ให้ฮอล์ลอฟฟัง คำว่าจอมเวทย์ทำให้เพนหันมาสนใจสิ่งที่เขาเล่าทันที
“ถ้าข้าจะออกมา ข้าก็เกรงว่าจะโดนมันจับไปออกแสดงตามงานวัด” ไพโรพูดอย่างติดตลกนิดๆ ก่อนจะโดนฮอล์ลอฟเอากระบี่ตีไหล่
“ข้าก็เลยนิ่งเฉยไว้ ไหลไปตามลาวาเอาใจช่วยทหารคนนั้นให้รอดตาย แต่เค้าก็ทนความร้อนไม่ไหวเสียก่อน”

         “งั้น ภาพที่ทหารคนนั้นถ่ายไว้ได้ นั่นก็ไม่ใช่ฝีมือเจ้าล่ะสิ” ฮอล์ลอฟถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อย่าว่าแต่ทำร้ายใครเลย วันๆข้าเอาแต่นั่งเฝ้ากองเงินกองทองของ....” ไพโรเริ่มพาออกนอกเรื่อง ฮอล์ลอฟจึงยกมือขึ้นห้ามอีกครั้ง
“เอาดีๆล่ะ... ถ้าถามถึงไอแสงสว่างสีขาวกะเสียงดังแช๊ะๆจากกล่องสีดำๆนั่นล่ะก็ ตอนนั้นข้าไม่ได้โผล่หางออกมาเลยสักติ๊ดเดียว”
ไพโรพูด ฮอล์ลอฟมองตาเพื่อนสนิทของเขา ในแววตานั้นมีแต่ความซื่อตรง
“เค้าเรียกว่ากล้องถ่ายรูป... สักวันข้าจะแก้คำสาปให้เจ้าและพาออกไปโลกภายนอกบ้างล่ะ ให้ไปเปิดหูเปิดตาซะบ้าง”
ฮอล์ลอฟยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรบางอย่างได้

       “เอ้อ ที่ข้ามาที่นี่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อมาเอาสิ่งที่ข้าฝากเจ้าไว้” ฮอล์ลอฟเริ่มประเด็นสำคัญขึ้น
“อ๋อ พวกเหรียญทอง อัญมณี รึว่า... เจ้าคงไม่ได้หมายความถึงมันนะ?!” ไพโรหรี่ตาลง ลาวาไหลย้อยจากเปลือกตาลงไปเป็นสาย
“ใช่เลย เจ้าคิดถูกแล้ว  มีดเล่มนั้น นำมันออกมาให้ข้าที” ฮอล์ลอฟตอกย้ำความเข้าใจของไพโร  สหายในร่างอสูรจึงยอมมุดลงไปในลาวา

สักพักเขาก็โผล่ขึ้นมา พร้อมกับมีดที่มีใบมีดเป็นเหล็กสีส้มเรืองแสงเล่มหนึ่ง “มีดเล่มนี้อ่านะ?!”
“เอ้ย อย่าบอกนะว่าเจ้าเอาสมบัติของข้าไปไว้ด้านล่างนั่น มันไม่ละลายไปหมดแล้วรึ?!” ฮอล์ลอฟร้องเสียงหลง
“เปล่าๆ ข้าแค่เอามันไปไว้ในถ้ำอีกฝั่ง จะเข้าไปได้ต้องดำลงไปในแม๊กม่าพวกนี้ นอกจากข้า ใครจะทำได้ล่ะ?”
“โอ้.. โล่งไป ขอบใจมากนะ” ฮอล์ลอฟถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาขยับมือร่ายวงเวทย์สีฟ้าใส่มีด พร้อมกับรับมีดเล่มนั้นมา ก่อนจะส่งต่อให้กับพี่แมว

     “เห? ให้ผมหรอ??” พี่แมวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจปนประหลาดใจ เขาพลิกมีดไปมา ก่อนจะลองฟันไปที่กระติกน้ำร้อน!!
เคล้ง!!
ประกายไฟสีส้มสว่างขึ้น หนังสัตว์ที่หุ้มกระป๋องเหล็กบริเวณนั้นเอาไว้เผาไหม้และหายไปกับตา
“โห.. ดีใช่ย่อยนะนี่” พี่แมวกระโดดชูมีดไปมา ในวินาทีนั้นเงาสีดำพุ่งตรงมาที่เขา!! เพนผลักพี่แมวหลบทันอย่างฉิวเฉียด

     “อนูบิส... ก้าวมาข้างหน้า ส่งมีดเล่มนั้นมา...” ชายลึกลับนั่นเอง ไพโรหันไปมองอย่างตกใจ
“เฮ้ย ฮอล์ลอฟ เจ้านั่นแหละที่ฆ่าทหารของทางการ” ไพโรพูดพลางชี้นิ้วไปที่ชายลึกลับ
“โอ๊ะโอ๋.. เหมือนเราจะมีเพื่อนใหม่... เป็นกึ่งอสูรซะด้วย... อย่างไรก็ตาม ส่งเศษลูกแก้วในมือเจ้ามา อนูบิส!!!” ชายลึกลับตะโกนก้อง
“เนี่ยอ่ะนะ เศษลูกแก้ว” แอสแซนซินหนุ่มพลิกมีดดูอีกรอบ ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งที่ฝังอยู่ในด้ามมีด ผลึกแก้วสีดำอันหนึ่ง.....

     “เจี๊ยก!! ไหงไม่บอกกันก่อนละฟะ ว่ามันเป็นของมีค่าขนาดนี้” พี่แมวกระชากคอเสื้อของฮอล์ลอฟขึ้นมา ก่อนจะชี้ไปที่มีด
           ฟุ่บ!! เพล้ง!!
 แท่งน้ำแข็งแท่งหนึ่งพุ่งเข้าปักลงที่เท้าของพี่แมว ก่อนจะแตกกระจายไป  “จะรีรออะไรอยู่  ถ้าเจ้าไม่ส่งมา  พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตาย!!”
ดวงตาของชายลึกลับเบิกกว้าง เหงื่อของเขาค่อยๆหยดลงมาอย่างช้าๆ ไพโรมองทุกการกระทำ ก่อนจะตัดสินใจ....

         “ชนวนแห่งการลุกไหม้!!”
ชายลึกลับถูกคำสาปแห่งไฟเข้าไปทันที เปลวเพลิงลุกพรึ่บขึ้นที่ผ้าคลุมของเขา มันลามขึ้นไปบนตัวชายลึกลับอย่างช้าๆ
“พวกเจ้ารีบหนีออกไป ข้าจะจัดการมันเอง รับนี่เอาไว้!!” ไพโรเสกลูกแก้วสีเพลิงลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฮอล์ลอฟ ที่รับมันเอาไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ
    “ลูกศรเวทย์”
ชายลึกลับเสกลูกพลังสีฟ้าขึ้นมา ก่อนจะสั่งให้มันพุ่งเข้าไปใส่ไพโรเต็มแรง แต่พลาดเป้าไป

       ลูกแก้วในมือของฮอล์ลอฟเรืองแสงขึ้น พร้อมกับแสงสีแดงที่ล้อมเข้าหาทุกคน
“หมอกแห่งเทอร์ร่า!!”
หมอกพิษสีเขียวของชายลึกลับพุ่งเข้าใส่คณะเดินทาง เป็นเวลาเดียวกับที่ทุกคนถูกส่งออกมานอกถ้ำโดยพลังของไพโร
“อึ่ก...” บาสยืนพิงต้นไม้ที่ไร้ใบหน้าถ้ำภูเขาไฟ  สีหน้าของเขาเหมือนคลื่นไส้สุดๆ เส้นเลือดตามมือเริ่มปูดโปนขึ้นมา ลายเส้นสีเขียวเริ่มลามไปตามตัว!!

      “พิษแห่งเทอร์ร่า นายคงสูดเอาหมอกพิษของเจ้านั่นเข้าไป” เพนพูดขึ้นอย่างร้อนรน พลางหันไปหาแนน
“รักษาขึ้นสูง!! ฟื้นฟูขึ้นสูง!!”
แนนใช้พลังเวทย์แสงรักษาให้กับบาส หากแต่มันไม่ได้ดีขึ้นเลย สีหน้าของเขากลับแย่ลงมากกว่าเดิม
“วันนี้เราพักกันแถวนี้เถอะ พิษนี่มันต้องรอเวลาอย่างเดียว จะใช้ยาก็หายช้าอยู่ดี ฝืนเดินต่อไปจะช้ำในเปล่าๆ” ฮอล์ลอฟเอ่ยขึ้น
 “แล้วเราจะปลอดภัยหรอคะ ชายลึกลับนั่น...” พิ้งพูดขึ้นอย่างกังวล
“ชนวนแห่งการลุกไหม้ เวทมนต์ของไพโรบทนั้น ต่อให้มีร่างกายเป็นอมตะ แต่ในไม่นานมันก็จะกลายเป็นผุยผงอย่างแน่นอน ไว้ใจได้เลย”
ฮอล์ลอฟปลอบใจทุกคนให้หายกังวล ก่อนจะเริ่มก่อกองไฟและต้มน้ำ พร้อมกับไฮค์ที่แบกเสาไม้ไปกางกระโจมกับพี่แมว

     แสงของวันใหม่ส่องเข้ามาทางผ้าปิดประตูกระโจมที่พลิ้วไหวไปตามแรงลม กระทบลงบนแก้วไวน์ที่บรรจุบางสิ่งไว้
“นี่นาย  รีบๆกินซะสิ ยาแก้วเดียวเอง” เสียงของเด็กสาวดังขึ้น เธออยู่ในกระโจมกับบาสและแนน
“ง่า.. ก็กลัวว่ามันจะขมหนิ” บาสโอดครวญพร้อมกับเอายาเม็ดใส่ลงไปในแก้ว น้ำในนั้นเป็นสีเขียวๆดูเหมือนว่าจะขมมาก ก่อนจะดื่มยาลงคอไป
“แค่กๆๆ.. โอย ทำไมมันเปรี้ยวอย่างนี้” เขาหลับตาปี๋ “เปรี้ยวจนน้ำตาไหลแล้ว แม่คุณเอาผลเซลล่ามาต้มให้ผมกินรึไงเนี่ย แค่กๆ”

    ปึ้ก!!
“แอ๊ก... จุก...” บาสทำตาถลน “อ้าว ว่าไง หายดีรึยังพ่อหนุ่ม?” ฮอล์ลอฟเดินเข้ามาในกระโจมพร้อมกับทักทาย
“ก็.. คิดว่าหายดีแล้วล่ะครับ ถ้าผมช้ำใน นั่นไม่ได้เพราะพิษแห่งเทอร์ร่าหรอกนะ..” บาสชำเลืองมองไปทางพิ้งมองตาขวางใส่เขา
“นายนี่ เอาอีกสักทีมั้ย?!” พิ้งพูดพลางเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่ม ฮอล์ลอฟลากคอบาสให้เดินออกไปนอกกระโจมเพื่อระงับเหตุการณ์

   “พร้อมกันรึยังครับ? วันนี้เราต้องรีบเดินทาง” เพนพูดขึ้น เขาอยู่บนหลังม้าสีน้ำตาลเข้มตัวหนึ่ง ไฮค์ลำเลียงสัมภาระขึ้นไปบนหลังม้าตัวนั้นจำนวนมาก
“เฮ้ย ให้มันแบกของงั้นมันไม่เหนื่อยตายเรอะ?! แล้ว แก...” พี่แมวที่ห้อยหัวลงมาจากต้นไม้มองอย่างฉงน

     “ภูติแห่งดิน ม้าตัวนี้คือสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากพลังแห่งพสุธา พละกำลังมันมากกว่าที่คุณแมวคิดไว้ซะอีก” เพนเอ่ยตัดบทพี่แมว ทั้งๆที่เขายังถามไม่จบ
“เราจะไปที่ไหนกันต่อหรอ?” แนนเดินจับมือกับฮอล์ลอฟออกมาจากกระโจม พิ้งตวัดดาบทั้งสองในมืออย่างไม่สบอารมณ์
    “เซาท์เทิร์นฟอร์ท เราจะไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเซอร์อเล็กซ์”  ไฮค์พูดพลางหอบกระเป๋าใบใหญ่ใบสุดท้ายไปไว้บนหลังม้า

    “ห๊า?! พะ..พ่อ ..  เอ้ย!! เซอร์อเล็กซ์?!” บาสอุทานอย่างตกใจ สีหน้าแสดงให้เห็นถึงความลำบากใจในบางสิ่ง
“อย่าคิดมากเลย แค่ไปรายงานสถานการณ์น่ะ” ฮอล์ลอฟพูดขึ้นอย่างรู้ทัน ก่อนจะขยี้หัวบาสเล่นและกระซิบเบาๆ
“ รึว่าแกกลัวพ่อของแกจะลงโทษที่หนีออกจากบ้าน?”   เพียงแค่ประโยคสั้นๆทำให้เด็กหนุ่มถึงกับหน้าซีด

    “เอาล่ะๆ รีบเดินทาง ถ้าแดดออกแล้วมันร้อนมาก ผมไม่รู้ด้วยนะ” เพนบังคับทิศทางให้ม้าเดินหน้า ไฮค์เดินตัวปลิวตามเพนไป

     แม้จะเป็นยามเช้า แต่แสงที่ส่องลงมาในทะเลทรายกลับร้อนระอุราวกับเที่ยงวัน ต้นไม้ตามทางล้วนแต่แห้งเฉา ไร้ซึ่งประกายแห่งชีวิต
โกเลม สิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเวทมนต์และก้อนอิฐ เดินไปเดินมาอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
     “นี่ๆ แนน เอาผ้าผืนนี้ปิดหน้าไว้สิ เดี๋ยวผิวจะไหม้เอานะ” ฮอล์ลอฟยื่นผ้าสีขาวผืนหนึ่งให้แนน พิ้งมองตามด้วยสายตาแปลกๆ
 
   บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บรรยากาศกลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง นกจุ๊ นกประหลาดตัวอ้วนที่บินไม่ได้ตัวหนึ่งวิ่งผ่านหน้าเพนไป
ต้นไม้ในบริเวณนี้ดูมีชีวิตชีวา หญ้าสีเขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่วพื้น พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ราวกับมันไม่ใช่พื้นที่ติดต่อกับทะเลทราย
 เหล่าผีเสื้อล้วนบินไปตามยอดดอกไม้ หารู้ไม่ว่ามันคือเป้าหมายของนักเวทย์มือใหม่ตัวน้อย ที่กำลังเอาคทาเสกลูกไฟให้พุ่งไปเผาพวกมันทีละตัว...

    “ว้าว สวยจังเลยแฮะ” แนนอุทานขึ้นด้วยความตกใจกับสถานที่เบื้องหน้า ทันทีที่เธอเดินพ้นกำแพงเมือง ภาพที่เห็นคือทางเดินลาดยาวไปถึงใจกลางเมือง
บ้านและร้านค้าถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปตามตลาด เสียงของพ่อค้าแม่ขายล้วนแต่ดังก้อง ราวกับจะประชันเสียงกัน
เพนควบม้าพาทุกคนเข้าไปในเมือง

        “ผ้าไหมเนื้อดีถูกๆคร้าบ เมตรละหนึ่งพันบิลล่า ซื้อห้าเมตรแถมฟรีเมตรนึง”
        “เร่เข้ามาๆ เนื้อแมงกะพรุนชั้นดีส่งตรงมาจากเรดคลิฟจ้า ของดีมีน้อยนะคะ”
        “แอปเปิ้ลลูกละยี่สิบบิลล่าจ้า”
        “ร้านนี้ดีกว่าจ้า สามลูกห้าสิบบิลล่า”
        “ส้มสี่ผลสามสิบบิลล่า”
         “ร้านชั้นถูกกว่าเห็นๆ หกผลสี่สิบบิลล่าเท่านั้น!”
         “เฮ้!! แล้วเธอจะมาแย่งลูกค้าชั้นทำไมเนี่ย ยัยบวมน้ำ!!”
         “ของงี้ใครถูกกว่าก็ได้ไปว้อย ยัยโอ่งมังกร!!”

        เสียงป่าวประกาศที่รุนแรงขึ้นทุกทีทำให้แนนและพิ้งไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปหาซื้อของ แม่ค้าทั้งสองคนลุกขึ้นมาลดราคาผลไม้กันยกใหญ่
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมปราชัยกันง่ายๆ ผู้คนต่างเดินเข้ามาซื้อผลไม้จากทั้งสองร้าน แน่ล่ะ โอกาสทองแบบนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก

    “เฮ้ มานี่ได้แล้ว เก็บของเสร็จค่อยไปตลาดดีกว่านะ” ไฮค์ตะโกนขึ้นมาจากหน้าโรงแรม เพนจองห้องไว้สำหรับทุกคนเรียบร้อยแล้ว
พิ้งและแนนเดินเข้าไปในโรงแรม บรรยากาศเหมือนกับย้อนไปในสมัยกลาง จากมุมนี้สามารถมองเห็นบาร์เครื่องดื่มที่เป็นจุดเด่นของโรงแรมแห่งนี้
“เลือกเอาเลยครับ ว่าจะเอาห้องไหน” เพนยื่นมือออกมา ในนั้นมีกุญแจอยู่สามดอก
“ห้องไหนก็ได้ แต่ขอเป็นการส่วนตัว” ฮอล์ลอฟคว้ากุญแจดอกหนึ่งไปโดยไม่ได้มอง แต่ทันทีที่สัมผัสเขาก็รู้ว่ามันคือห้องไหน
“แม่ขอห้องทางซ้ายละกันนะ” แนนพูดขึ้นพร้อมกับเพนที่หยิบกุญแจดอกหนึ่งให้ ไฮค์ลากสัมภาระของพิ้งและแนนไปไว้หน้าห้องนั้น
“งั้นคืนนี้ ผมจะพักกับคุณแมว บาส และไฮค์ละกันนะ” เพนเอ่ยขึ้นเรียบๆ ประตูห้องของเพนเปิดออกด้วยพลังบางอย่าง
พร้อมกับสัมภาระที่พุ่งเข้าไปในห้อง นั่นรวมถึงตัวพี่แมวและเป้ของเขาด้วย.....

 โครม!! “แอ๊ก... เจ็บนะเฟ้ย แกทำอะไรกับชั้น ห๊า!?”

พี่แมวตวาดขึ้นมาจากในห้อง เขาถูกกองสัมภาระพุ่งกระแทกเต็มๆตัว ด้วยเวทมนต์ของเพนนั่นเอง...
“แหม่ๆ มันต้องมีพลาดกันบ้างสิครับ” เพนพูดขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไฮค์มองเพนด้วยสายตาหวาดกลัว “เอ่อ.. ถ้าแกแค้นคุณแมว แกพูดดีๆก็ได้นะ...”


หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #100 เมื่อ: 17-10-2009, 12:58:50 »

ต่อๆ  Evil



“ฮ่า.. อาบน้ำแล้วสบายจริงๆเลย~” แอสแซสซินหนุ่มพูดขึ้นพลางปิดประตูห้องน้ำ ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง
“ว่าแต่... บาสกะเพนมันหายไปไหนอ่ะไฮค์?”
“เห็นว่ามันไปหาไรดื่มกันนิดหน่อย แกจะไปกะได้นะ เดะชั้นเฝ้าห้องเอง” ไฮค์พูดพลางก้มหน้าก้มตาเขียนเอกสารรายงานฉบับหนึ่ง
“เอาเหอะๆ.. ง่วงแระ นอนดีกว่า... .... ... คร่อก...” หัวยังไม่ทันถึงหมอน พี่แมวก็หลับไปซะแล้ว ไฮค์หันไปมองนาฬิกาอย่างแปลกใจ
“เฮ้ย พึ่งจะหนึ่งทุ่ม ตื่นมาช่วยกันก่อนดิว้อย” ว่าแล้วชายหนุ่มก็คว้านาฬิกาปาใส่หัวของพี่แมว น่าแปลกที่เขาไม่ยอมตื่น
“เอาฟะ... อีกนิดก็เสร็จแล้ว..” ไฮค์พึมพำเบาๆพลางเขียนกระดาษรายงานต่อไป

       “เอาแรงๆมาแก้วนึง” เพนเอ่ยสั้นๆ บาร์เทนเดอร์หนุ่มมองเขาอย่างฉงน ก่อนจะหันหลังไปหยิบขวดเหล้าสีฟ้า เหลืองและแดงมาเทรวมกัน
 ก่อนจะเขย่า น้ำในนั้นกลายเป็นสีใสราวกับน้ำบริสุทธิ์ เขาเทใส่แก้วให้เพน ก่อนจะเอ่ยเตือนเบาๆ “แรงมากนะน้องชาย แก้วเดียวเมาไปทั้งคืน”
 เพนหยิบมันมาและซดรวดเดียวหมด ก่อนจะกระแทกแก้วลงกับโต๊ะ

        ปึ้ก!!
    “เอามาอีกแก้ว ด่วน!!” เพนมองตาขวางไปที่คนรอบๆ บาร์เทนเดอร์มองเพนอย่างหวาดผวาก่อนจะรินเหล้าแก้วใหม่ให้เขาทันที
คราวนี้เพนซดทีละน้อย ก่อนจะหันมาหาบาสที่ไม่ยอมแตะเครื่องดื่มอะไรเลย บาสส่ายหน้าและยิ้มนิดๆ พร้อมก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ

    “เฮ้ย ไลท์ แกได้ข่าวรึยัง ไอพวกที่มันลงไปในสุสานใต้ดิน รอบนี้มันตายกันยกกลุ่มเลยว่ะ...”
เสียงของชาร์ปชูตเตอร์ผมยาวคนหนึ่งพูดขึ้นที่โต๊ะถัดไป เขากำลังขัดสายธนูพลางเอานิ้วม้วนผมสีเพลิงเล่น
“สมควรหรอก ริค ใครมันจะบ้าขนาดกล้าลงไปเป็นกลุ่มต่อไปนะ” ชาร์ปชูตเตอร์ชายอีกคนที่ดูเหมือนจะชื่อไลท์เอ่ย
 พี่น้องนักแม่นธนูทั้งสองนั่งดื่มน้ำสีแดงเข้มต่อไป หารู้ไม่ว่าเพนที่ได้ยินบทสนทนาเข้า กำลังเดินเข้ามา...

    “มะกี้.. ว่าอะไรนะ พวกเจ้าบอกว่ามีบางสิ่งอยู่ในสุสานใต้ดินเรอะ?” เพนพูดขึ้นพร้อมกับสองพี่น้องที่หันมามอง
“แน่อ่ะสิ นายไปอยู่ไหนมานี่ ไม่รู้เลยรึไงว่าไอตัวประหลาดในสุสานมันอาละวาดอีกแล้ว” นักธนูผมยาวมองเพนด้วยสายตาแปลกๆ
“ก็พอจะได้ยินมาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะถึงกับมีคนตาย... ชั้นชื่อเพน พวกนายล่ะ?”
“ริค ข้าคือชาร์ปชูตเตอร์ที่ฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้  จำไว้ซะ” ชาร์ปชูตเตอร์ทางซ้ายมือพูดขึ้น ผมสีเพลิงสยายตามการเคลื่อนไหวของเขา
“ข้าชื่อไลท์ เป็นนักประดิษฐ์ธนูและลูกธนูที่ทรงอานุภาพที่สุด” ชาร์ปชูตเตอร์อีกคนทางขวาพูดขึ้น...

       “นายเคยได้ยินตำนานเรื่องดูลาฮาน อัศวินปิศาจมั้ย?”  ริคเอ่ยถาม พลางเล่าต่อ
“เมื่อหลายร้อยปีก่อน ราชาแห่งอสูรได้ถือกำเนิด มันควบคุมกองทัพอสูรทั้งมวล บงการสงคราม และพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวแห่งลูกแก้วอาทรัม
ตามที่ปู่ของข้าเล่าให้ฟัง มันเป็นมนุษย์ที่มีพลังมหาศาล มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงวิญญาณของตนเองให้ไม่มีวันสูญสลาย”
“อมตะ?!” เพนหรี่ตาลงอย่างสนใจ
“ไม่ๆ วิญญาณยังคงอยู่ แต่ร่างกายดับสูญ มันก็ไม่ต่างอะไรจากตายไปแล้วหรอก แต่...” ริคหยุดพูดลง พลางดื่มไวน์ต่อไป ไลท์รับช่วงต่อทันที
“สงครามครั้งนั้น ฝ่ายอสูรต่างพ่ายแพ้ ดูลาฮานเท่านั้นที่ยังยืนหยัดสู้กับพวกเราต่อ แม้พลังของเทวีอาทรีมจะกวาดกองทัพส่วนใหญ่ไปซะเกือบหมด
แต่นักเวทย์ของอสุราและมนุษย์ กับดูลาฮานนั้นรอดมาได้  มันพยายามแย่งชิงเศษลูกแก้วจากทั้งสองฝ่าย...”

      “จอมเวทย์ฝ่ายอสุราเลยส่งลูกแก้วให้กระจายไปทั่วแผ่นดิน แม้จะเป็นการยับยั้งปัญหาที่ไม่ถูกต้อง แต่มันก็ซื้อเวลาให้เราได้นานพอตัวเลย”
ริคพูดต่อ พลางชำเลืองมอง “แน่ล่ะ... เวลาของพวกเราอาจจะหมดไปในอีกไม่นานนี้... ” ไลท์รีบเอ่ยต่อ ราวกับมีสมองเชื่อมต่อกับพี่น้องของเขา

       “ระหว่างนั้น จอมเวทย์ฝ่ายมนุษย์ได้ทำลายร่างของดูลาฮานจนแหลกสลายแต่มันไม่ได้จบแค่นั้นน่ะสิ...
หลายร้อยปีต่อมา วิญญาณของมันแข็งแกร่งจนสร้างร่างกายให้ตัวเองขึ้นมาได้ แม้จะเป็นแค่ชุดเกราะที่มีชีวิต แต่มันก็ร้ายพอดูเลยทีเดียว
ในที่สุดมันถูกผนึกไว้ที่สุสานใต้ดิน ทางเข้าอยู่ที่ใต้โบสถ์ของเมืองแห่งนี้ วันนั้นข้าเห็นนักบวชยอมให้กลุ่มผู้มีฝีมือเข้าไปที่นั่นด้วย แต่สุดท้าย...”
ไลท์ชะงักลง พร้อมกับริคที่วางแก้วลง “ตายยกทีม... ที่มีแต่คนอยากพิชิตมัน เพราะตามตำนานบอกว่ามันเฝ้าบางสิ่ง ที่มีพลังทำลายอันมหาศาลอยู่”

       “ถ้าเจ้าอยากจะเอาชีวิตไปทิ้ง ข้าก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่บอกไว้ก่อนว่าทหารนับสิบยังทำอะไรมันไม่ได้” ริคเอ่ยขึ้น ก่อนจะก้มลงไปขัดสายธนูต่อ
       “ถ้าจะไปที่นั่นตามลำพัง ข้าว่าอย่าดีกว่านะ แค่พวกศพที่ลุกขึ้นมามันก็คงจะมากมายจนเจ้าคนเดียวจัดการได้ไม่หมดแน่ๆ” ไลท์เตือนเพนเบาๆ

       “เฮ้ หนุ่มๆ คุยอะไรกันอยู่รึ?” ฮอล์ลอฟเดินเข้ามาร่วมวงพร้อมลากบาสมาด้วย เด็กหนุ่มเผลอคว้าแก้วเหล้าของเพนมาดื่มเพราะคิดว่าเป็นน้ำเปล่า
แค่อึกเดียวก็ทำให้เข้าหลับไปทันที “ว่าแต่แกสั่งอะไรมาดื่มเนี่ยเพน แรงยิ่งกว่ายาพิษอีกมั้ง...”
 พาลาดินหนุ่มเอาด้ามหอกจิ้มบาสเล่น ก่อนจะคว้าเอาน้ำในเหยือกเทลงบนหัวของเขา ไม่ว่าจะแกล้งยังไงเขาก็ไม่ยอมตื่น

       “พาบาสไปนอนก่อนเถอะ กว่าจะตื่นก็คงพรุ่งนี้”เพนชำเลืองมองฮอล์ลอฟ เขายังยืนนิ่งราวกับรอคำตอบที่สอง
“เรากำลังคุยเรื่องปิศาจในสุสานใต้ดินกันอยู่น่ะ” ริคพูด  ฮอล์ลอฟดึงเก้าอี้มานั่งพลางปล่อยตัวบาสลง ร่างของเด็กหนุ่มลงไปนอนกองกับพื้นทันที
“ข้าก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนนะ เหล่าทหารที่ป้อมเดธเล่าให้คาร์เตอร์ฟังหลายหนแล้ว จะเป็นไปได้มั้ย ถ้า...” ฮอล์ลอฟมองไปทางริคกับไลท์

     “ถ้าจะให้ข้านำทางไปส่วนในสุดของสุสานล่ะก็...” ริคเอ่ยขึ้น
     “ได้แน่นอน แต่พวกข้าจะไม่เข้าไปที่สุสานโซนที่สองนะ” ไลท์รับช่วงต่อ พลางหยิบลูกธนูสีขาวเรืองแสงมาขว้างไปที่เป้าปาลูกดอกบนกำแพง
“งั้นเป็นอันว่า พรุ่งนี้หลังจากเราทำธุระเสร็จแล้ว เราจะไปสุสานใต้ดินกับพวกเจ้า” เพนสรุป พลางฉุดร่างของบาสให้ลุกขึ้นมา
“ไปนอนกันเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานให้ทำอีกมากมาย” ไลท์เอ่ยชวนริค ทั้งสองเดินขึ้นไปบนห้องของตนเอง
พร้อมกับเพนและฮอล์ลอฟที่กึ่งลากกึ่งฉุดให้บาสเดินไปที่ห้อง

     “พรุ่งนี้ เจ็ดโมงเช้า ทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยล่ะ” ฮอล์ลอฟเอ่ย พลางเปิดประตูและโยนตัวบาสเข้าไปข้างในห้องเพน
“ปราสาทเซาท์เทิร์นฟอร์ท เป้าหมายของเรา?” เพนถามขณะที่ฮอล์ลอฟกำลังจะเดินเข้าห้องของตน
“ใช่... ถ้าพวกเจ้าอยากจะเที่ยวเมืองนี้ก่อนก็ตามใจ ข้าไม่รีบ” พาลาดินหนุ่มเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะปิดประตูลง


        สายลมในยามเช้าพัดผ่านเข้ามาในห้อง ผ้าม่านสีขาวปลิวไสวดูราวกับมีชีวิต ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเอาหมอนกดหน้าใครบางคนที่อยู่บนเตียง
ใครบางคนที่หลับเป็นหลับตายตั้งแต่เมื่อวาน....
 
    “เฮ้ย!! แกจะตื่นไม่ตื่น” พี่แมวตะโกนลั่นห้อง พลางเอาหมอนอุดปากอุดจมูกบาสไว้
    โครม!!
“แอ๊ก.. โอย ... อะไรกันเนี่ย?!” บาสลุกขึ้นมาอย่างงัวเงียพร้อมถีบพี่แมวตกเตียงไปอย่างไม่ตั้งใจ
“ตื่นแล้วก็ดี รีบไปอาบน้ำซะทุกคนจะรออยู่ที่บาร์ด้านล่าง” เพนลากคอพี่แมวขึ้นมา ก่อนจะโยนผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งให้กับบาส
“อ้อ ... ฝากหยิบผ้าพันแผลในตู้ให้ด้วยนะ... เกรงว่าจะมีใครบางคนบาดเจ็บถึงตาย จองศาลาเลยยิ่งดี” เพนกึ่งลากกึ่งดึงพี่แมวไปนอกห้อง
สีหน้าของชายหนุ่มเหมือนกับรู้ชะตากรรมของตนเองดี ไฮค์แบกดาบเล่มใหญ่เดินตามไป ทิ้งบาสให้เดินเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวเพียงลำพัง

   ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฮอล์ลอฟ เพน และบาสยืนอยู่หน้าปราสาทขนาดย่อมแห่งหนึ่ง มันสร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ บรรยากาศดูร่มรื่น
พันตรีไรอัน พลทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูอยู่ชำเลืองมองทั้งสามอย่างแปลกใจ
   
     “หยุดก่อน พวกท่านมีธุระอะไรรึเปล่า? มิฉะนั้นจะเข้าไปด้านในไม่ได้นะ” ไรอันห้าม ก่อนที่ฮอล์ลอฟจะยื่นจดหมายฉบับหนึ่งพร้อมเอกสารให้ดู
“หนุ่มน้อย... เจ้าเห็นจดหมายกับเอกสารนี่รึเปล่า...” ฮอล์ลอฟพูดด้วยเสียงเรียบๆ ไรอันหน้าซีดทันที ก่อนจะเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว
“เชิญด้านในเลยครับ” พลทหารแง้มประตูให้เปิดออก และเดินนำทุกคนเข้าไปด้านใน

    โคมไฟระย้าสีขาวถูกจัดวางอย่างสวยงามบนเพดานสีเลือดหมู พรมสีแดงปูไว้ทั่วทางเดิน ประตูและบันไดที่นำไปสู่ห้องต่างๆมากมายเกินกว่าจะจดจำ
 สาวใช้สองคนที่ดูเหมือนเป็นฝาแฝดกันมองผู้มาเยือนด้วยความแปลกใจก่อนจะเดินถือถาดน้ำชาเข้าไปในห้องๆหนึ่ง
 ด้วยความประหม่าทำให้สาวใช้คนหนึ่งล้มลง เธอพยายามลุกขึ้นพลางหน้าแดงด้วยความอาย
    “เอ้า... ลุกขึ้นซะ” ฮอล์ลอฟตีบทพระเอกเดินเข้าไปหา พร้อมยื่นมือให้ สาวใช้ที่แสดงท่าทีเขินอายอยู่แล้ว ถึงกับจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอาย
“อ่า.. ขอโทษแทน เอมเบอร์ น้องสาวดิฉันด้วยนะคะ เค้าค่อนข้างจะขี้อายอ่าค่ะ” สาวใช้อีกคนเดินย้อนออกมา พลางดึงน้องตัวเองให้เดินเข้าไปในห้อง
“แหม่ๆ เจ้าชู้ไม่เบาเลยนะนี่” ไฮค์แหย่ฮอล์ลอฟเล่น เขาหัวเราะแบบอารมณ์ดี

    แอ๊ด.... ประตูไม้บานใหญ่ถูกเปิดออก ไรอันหยุดหน้าประตูพลางมองเป็นเชิงให้ทุกคนเข้าไป ห้องนั้นเหมือนกับห้องรับแขกขนาดเล็ก
“นั่งก่อนสิ ... ผู้พันคาร์เตอร์คงจะส่งพวกนายมาสินะ...” เจ้าของเสียงเป็นชายสูงอายุคนหนึ่ง เขานั่งอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะไม้
 เขากวาดตาไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่บาส... เด็กหนุ่มเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง เขากลัวว่าจะโดนบิดาของตนด่าต่อหน้าเพื่อนๆ
“หลังจากที่ท่านออกคำสั่งให้ส่งทหารไปสำรวจถ้ำใต้ภูเขาไฟคราวก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นคือคณะสำรวจทั้งหมด เสียชีวิต”
 ฮอล์ลอฟยื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เซอร์อเล็กซ์ เขารับไปอ่านอย่างพิจารณา สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด...

     “แล้วผลการไปสำรวจของพวกเจ้าล่ะ?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเฉยชา เพนหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลขึ้นมาและยื่นให้เซอร์อเล็กซ์
เขาหยิบรูปที่ผู้พันคาร์เตอร์แนบมาขึ้นมาดูและอ่านเอกสารรายงานด้วยสายตาเฉียบแหลม ก่อนจะสะดุดตาที่ประโยคหนึ่ง...
     “ชายลึกลับ?! จอมเวทย์พเนจรงั้นรึ? มันเป็นใครกัน ถึงกล้าสังหารทหารของทางการเช่นนี้” ชายสูงอายุหลิ่วตาลงอย่างแปลกใจ พร้อมลุกขึ้นยืน
“ทางเราก็ไม่ทราบว่ามันเป็นใคร แต่ท่านควรจะประกาศเป็นรายชื่อบุคคลอันตราย เขามีอำนาจเหนือกว่าผู้ใช้พลังแห่งธรรมชาติทั่วไป”
“ถ้างั้นก็... จบธุระแล้วก็.. เชิญตามสบายล่ะนะ..” เซอร์อเล็กซ์ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ ก่อนจะหันมาทางบาสอีกครั้ง..“ส่วนเจ้า.. มีอะไรจะคุยด้วยหน่อย...”
บาสที่ก้มหน้าอยู่นานเงยหน้าขึ้น สีหน้าดูราวกับกังวลสุดขีด ฮอล์ลอฟลากเพนและไฮค์ออกไปนอกห้องพลางปิดประตูลง
 
      “ว่าไง... ลูก... หนีไปอยู่กับลุงมันทำให้ชีวิตของเจ้าดีขึ้นมั้ย?” เซอร์อเล็กซ์รินน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้องสองใบ ก่อนจะส่งให้บาส
“พ่อรู้ ว่าเจ้ามีความคิดที่จะช่วยงานของจักรวรรดิ แต่มันเป็นภาระที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่เจ้าจะทำสำเร็จได้โดยไม่สูญเสียอะไรไป”
     “สิ่งที่พ่อพยายามบอกผม คืออยากให้เลิกจากเรื่องนี้ แล้วให้คนอื่นเอาคอตัวเองเข้าไปเสี่ยงแทน?!” เป็นครั้งแรกที่เขาสบตากับพ่อตรงๆ
“นั่นก็ไม่ใช่ แต่ในเมื่อเจ้าเลือกทางของเจ้าเอง เจ้าก็ต้องทำใจยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น”ชายแก่พยายามระงับอารมณ์
“พ่อพยายามสอนให้เจ้าเป็นทหารตั้งแต่เด็ก ส่งเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร แต่สิ่งที่เจ้าเป็น.. นักรบคลั่ง!? ใครจะรู้นะว่าเป็นลูกของข้าเอง...”
“พ่อจำวันครบรอบวันเกิดของพ่อครั้งนั้นได้มั้ยครับ...” เด็กหนุ่มพูดเบาๆ แววตาของชายชราเปลี่ยนไป...
ความทรงจำเมื่อหกปีของทหารชราก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง

       ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ ชายวัยกลางคนกับเด็กอายุไม่เกินสิบปีผู้หนึ่งในชุดสีดำยืนถือร่มอยู่ต่อหน้าสุสานหินอ่อนขนาดใหญ่
ป้ายจารึกเขียนไว้ว่า ‘ไรซ์ที่ 1’ เขากวาดตาลงไปที่บรรทัดถัดไป พร้อมกับอ่านมันออกมา
“ชีวิตที่สูงค่า คือการเสียสละเพื่อส่วนรวม”เสียงที่แฝงไปด้วยความเคารพทำให้ผู้เป็นลูกเงยหน้ามองพ่อของตนช้าๆ
“พ่อครับ วันนี้วันเกิดพ่อไม่ใช่หรอ ผมอยากไปเที่ยวกับพ่อ” เด็กน้อยยิ้ม พลางพูดด้วยความไร้เดียวสา ผู้เป็นพ่อมองลูกด้วยสายตาอ่อนโยน
      “นี่ไง.. สุสานกษัตริย์ ที่นี่คือสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ เจ้ารู้มั้ยว่าร่างที่อยู่ในสุสานเบื้องหน้านี่ เป็นใครกัน..”
 เด็กน้อยมองพ่อด้วยสายตางุนงง น้ำฝนไหลจากร่มลงไปยังหัวของเขา  ชายสูงอายุยิ้มพลางส่ายหน้าและเอาผ้าเช็ดให้ ก่อนจะเล่าต่อ
 “ชายผู้นี้เป็นผู้นำกองทัพแห่งจักรวรรดิรุ่นแรกในสมัยสงครามเมื่อหกร้อยปีก่อน เดิมทีเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
แต่ด้วยความกล้า ทำให้เขารวบรวมผู้คนเพื่อปกป้องดินแดนแห่งนี้เอาไว้ เขาได้รับเกียรติถึงกับนำมาฝังไว้ข้างกษัตริย์องค์ก่อนๆ
 และได้รับการสถาปนาเป็นปฐมกษัตริย์แทนราชวงศ์เซราฟิมที่สิ้นลงในยุคนั้น”
แววตาของลูกยังแสดงถึงความไม่เข้าใจกับสิ่งที่พ่อพยายามบอกอยู่ดี เซอร์อเล็กซ์ถอนหายใจ ก่อนจะพูดใจความสำคัญ
“สิ่งที่พ่อพยายามจะสอนเจ้าในวันนี้  คือให้เจ้ามีจิตสาธารณะ รู้จักการเสียสละเพื่อส่วนรวม และที่สำคัญ เลือกใช้ชีวิตในแบบของเจ้าเอง....”

    “เลือกเดินทางในแบบของเจ้าเอง...” จิตใจของเซอร์อเล็กซ์กลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เขาหันหน้ามามองบุตรชายของตน
“ผมตัดสินใจแล้ว และพร้อมที่จะช่วยเหลืองานของพ่อ ให้ผมทำมันให้จบได้มั้ย?” บาสเงยหน้าขึ้นมองบิดา สายตาของเด็กหนุ่มดูจริงจังกว่าปกติ
“ถ้าเจ้ามั่นใจ... พ่อก็ยินดี แต่สัญญากับพ่ออย่างนึงสิ ว่าเจ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัย” น้ำเสียงของเขาสั่นคลอน ความกลัวเริ่มก่อขึ้นภายในจิตใจ
“ผมสัญญา... ขอตัวล่ะครับ ผมมีงานต้องทำอีก รักษาตัวดีๆด้วยล่ะ” บาสกล่าวลาก่อนจะเดินไปที่ประตู
 เซอร์อเล็กหมุนเก้าอี้หันไปทางกำแพง แม้การแสดงออกจะดูเหมือนไม่เป็นห่วงลูก แต่แท้จริงแล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดคือเขา... “พ่อจะรอวันที่เจ้ากลับมา...”

     ทางด้านพี่แมว ที่กำลังเดินดูของในตลาดกับแนนและพิ้ง ...
“ว้าว เราไปแวะร้านนั้นกันหน่อยได้มั้ย??” แนนเอ่ยอย่างตื่นเต้น พลางลากพิ้งไปที่แผงลอยของพ่อค้าอัญมณี
      “อัญมณีสวยๆถูกๆครับ เหมาะสำหรับเป็นเครื่องประดับในโอกาสต่างๆ เร่เข้ามา”พ่อค้าหนุ่มเจ้าหันมาเห็นแนนที่กำลังเดินเข้ามาดู “โอ้ เชิญเลยครับ~”
      “ไม่ทราบว่าสนใจแบบไหนครับ? ต่างหูมรกตอันนี้ไม่แพงมากนะครับ สามหมื่นบิลล่าเท่านั้น”
 สิ้นเสียงของพ่อค้า พี่แมวนับเงินในกระเป๋าของตนทันที ในนั้นเหลือเพียงสามพันกว่าๆเท่านั้น ต่างหูชิ้นนั้นเหมือนจะถูกที่สุดในร้านแล้วด้วย...
“เอ่อ... ผมว่าเรานัดพวกเพนไว้ไม่ใช่หรอครับ? รีบไปเถอะนะ เดี๋ยวจะไม่ทัน” พี่แมวเดินเข้าไปจูงแนนและพิ้งอย่างลนลาน ก่อนจะนำทางไปที่โบสถ์
 
   “บาส... แกเป็นอะไรรึเปล่า ดูซึมๆไปนะ” เพนเอ่ยถามทั้งๆที่ยังไม่ได้ชำเลืองมอง บาสที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าโบสถ์ไม่ได้ตอบอะไร หากแต่ยังนั่งนิ่ง
 “โว้ว เป็นไงพวก” พี่แมวเดินเข้ามาทักทายอย่างอารมณ์ดี พิ้งและแนนวิ่งตามมาอย่างเหนื่อยล้า

“โห ... พี่แมว เล่นวิ่งนำมางี้ มันไกลนะคะ...” พิ้งพูดพลางเหนื่อยหอบ
“แม่ว่าพิ้งอย่าถือสาเลย แมวเค้าปกติซะที่ไหนล่ะ” แม่ชีสาวถกกระโปรงวิ่งตามมาพูดอย่างล้าๆ
“อ้าวๆ ว่าผมไม่ปกติ เดี๋ยว...” ยังไม่ทันที่จะพูดจบ มือซีดๆข้างหนึ่งก็บีบคอพี่แมวไว้ซะก่อน

“ว่าไงครับ มากันครบแล้วใช่มั้ย?” ชายในชุดคลุมสีดำที่ปกปิดเกือบทั้งตัวเอ่ยขึ้น บนหลังมีกระบอกบรรจุลูกธนูอยู่ เขาถือคันศรไว้ในมืออีกข้าง ริคนั่นเอง
“ถ้าพร้อมแล้ว เราไปสุสานใต้ดินเลยเหอะ เสียเวลาไปมากกว่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้พวกเจ้าอายุยืนขึ้นหรอก” ไลท์เดินเข้ามา ก่อนจะนำทางไปยังโบสถ์
“เฮ้ อย่าแช่งกันล่วงหน้าสิฟะ” แอสแซนซินหนุ่มโวยวายพร้อมวิ่งตามไป

     นักบวชคนหนึ่งเปิดประตูสุสานให้คณะเดินทางผ่านไปอย่างช้าๆ คบไฟถูกจุดไว้ตามทางเดินเป็นระยะๆ แสงส่องให้เห็นทางเดินในระยะไม่กี่เมตร
“ข้าจะไปสำรวจทางก่อนละกัน ฝากด้วยนะไลท์” ริคเอ่ยขึ้นพลางพุ่งตัวออกไป ผ้าคลุมสีดำโบกสะบัดราวกับปีกผีเสื้อกลางคืน เขาหายไปในความมืด
ไลท์นำทางทุกคนเดินผ่านสุสานเก่าแก่อย่างช้าๆ ตามหลุมศพมีไม้เลื้อยปกคลุมไปทั่ว บางหลุมมีร่องรอยของบางสิ่งที่แทรกแผ่นดินขึ้นมา
    “มันไม่ได้ฟื้นขึ้นมาหรอก ใช่มั้ย? ฮ่าๆ.. ฮ่า... เฮือก…” พี่แมวพยายามปั้นสีหน้ารื่นรมย์สุดชีวิต แน่แหละ...ใครจะทำได้เมื่อมีมือประหลาดมาเกาะแขนไว้
“อ้ากกกก เอามันออกไป” พี่แมวเอามีดเฉือนลงไปบนมือแห้งๆ เปลวไฟปะทุขึ้นหลายครั้ง แม้มันจะโดนเผาไปแต่มันก็ไม่ยอมปล่อย...

   “วิญญาณผู้สิงสถิต ณ ที่แห่งนี้... แม่ขอผ่านไปโดยไม่รบกวนพวกท่าน โปรดจงอภัย” แนนพูดขึ้นเบาๆ ในฉับพลันมือที่เกาะพี่แมวก็สลายไปทันที...
“เฮือก.. น่ากลัวชิบ...” พี่แมวรำพึง เขาตัวสั่นราวกับเจ้าเข้าทรง

   เคร้ง!!! ฟุ่บ!!  “อ้าก!!!”
   เสียงร้องของชายคนหนึ่งดังขึ้น มันสะท้อนไปทั่วสุสานใต้ดิน นัยน์ตาสีโลหิตของไลท์กระทบแสงไฟส่องสว่าง เขาวิ่งพาทุกคนไปหาต้นเสียงทันที
ภาพที่เห็นคือ ริคที่อยู่ในท่าผงะหงายหลัง เลือดกระเซ็นออกมาเป็นสายนั้นค้างอยู่กับที่ เพนชูไม้เท้าขึ้น แสงสว่างกระจายไปทั่ว
  “ริค!! ริค แกเป็นอะไรไป...” ไลท์สำรวจเพื่อนตนอย่างตื่นตระหนก ก่อนจะผิดสังเกตกับสิ่งๆหนึ่ง ร่างกายของริคแข็งราวกับหิน
   “สาปให้กลายเป็นหิน... แม้หยดเลือดก็ยังไม่อาจหลีกเลี่ยง พลังรุนแรงแบบนี้มันไม่ใช่คู่ต่อสู้ธรรมดาซะแล้ว...” เพนแสดงท่าทีหวาดผวาสุดขีด
“อะไรกัน นี่ยังไม่เข้าไปในส่วนที่สองของสุสานเลย...” ไลท์เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรน “อย่าบอกนะว่ามันทำลายผนึกลงได้แล้ว...”

   ฉึก!!!
รัศมีสีดำสนิทพุ่งมาจากมุมมืดผ่าเข้าที่กลางตัวของไลท์ เขากระเด็นออกไปกระแทกกับป้ายหินหน้าสุสาน ก่อนจะกลายเป็นหินไปเหมือนกับริค
“นี่หมายความว่ายังไง มันคืออะไรกันแน่?! ออกมานะ!!!” บาสเหวี่ยงขวานชี้ไปเบื้องหน้า บางสิ่งที่อยู่ในเงามืดตอบสนองกับเสียงร้องเรียก
 กึก.... กึก....
เสียงของฝีเท้าหนักๆเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวินาที ทุกคนต่างเพ่งมองไปยังความมืดเบื้องหน้า
  ฟุ่บ!!!!
รัศมีสีดำพุ่งเข้ามาในแนวนอน มันกวาดทุกคนให้ล้มลงกับพื้นพร้อมกับกลายเป็นหิน พิ้งที่หลบอยู่ด้านหลังของฮอล์ลอฟเป็นคนเดียวที่เหลือรอดอยู่
สิ่งที่เธอเผชิญหน้านั้นดูเหมือนจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิต ดวงตาที่ฝังลึกในชุดเกราะของมันเรืองแสงสีแดง ทั้งเกราะ โล่ และดาบล้วนเป็นสีนิล
มันคือราชันย์แห่งอสูร วิญญาณที่คงอยู่ตลอดกาล..... ..... อัศวินปิศาจ ดูลาฮาน.....!!!





พักก่อน สำหรับวันนี้ Evil

อาริงกิ๊งกิ๊ง
Moderator
Hero Member
*****
กระทู้: 7,353


Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #101 เมื่อ: 17-10-2009, 13:09:28 »

เยอะแฮะงวดนี้ ขยันพิมพจัง เป็นเราเมื่อยน่าดูเลย Shocked Shocked
หลานผู้พันคาร์เตอร์
Asura Tester
Hero Member
*
กระทู้: 2,256

เลื่อนไม่สิ้นสุด .. นิยายฉัน


เว็บไซต์
Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #102 เมื่อ: 17-10-2009, 13:16:09 »

สู้ๆจ้าพี่ ไอเดียแล่นอ่ะ ช่วงนี้  Smiley

อาริงกิ๊งกิ๊ง
Moderator
Hero Member
*****
กระทู้: 7,353


Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #103 เมื่อ: 17-10-2009, 13:22:27 »

อ้างจาก: หลานผู้พันคาร์เตอร์ ที่ 17-10-2009, 13:16:09
สู้ๆจ้าพี่ ไอเดียแล่นอ่ะ ช่วงนี้  Smiley
5555 เข้าใจๆหัวอกเดียวกัน ถ้าบทหัวจะแล่นก็ไหลเป้นน้ำ แต่บทที่ตันเราก็เคยดองแต่ละตอนเป้นอาทิตย์ๆเลยในนิยายอันเก่าอะ 555
• Who ?! •
Sr. Member
****
กระทู้: 1,969

?!


Re: มือใหม่หัดเเต่งนิยายเรื่องยาว:ปฐมบทแห่งสงครามศักดิ์สิทธิ์(บทที่ 25 17/10/52)
« ตอบ #104 เมื่อ: 17-10-2009, 19:41:42 »

อ๊ากกก

พ่อบาส

ลงเยอะมาก

สู้ๆ นะคะ พ่อ~



(ใจร้ายนะ เอาคารินไปทิ้งกะไปป์ เชอะ~)


 Evil Evil

ไม่ได้ ปั้ม ไม่ได้ เกรียน

แค่ เกรี๊ยน เกรียน เอง
ป้าย:
หน้า: 1 ... 5 6 [7] 8 9 ... 12